7 Application for working people

7 แอปพลิเคชั่น เพื่อคนทำงาน

สมัยนี้ การใช้ชีวิตค่อนข้างจะสะดวกสบาย เพราะความก้าวหน้าของเทคโนโลยีนั้นเอื้อประโยชน์ให้กับชีวิตเรามากมายมหาศาล สารพัดแอปพลิเคชันถูกออกแบบมาให้ใช้งานหลากหลายวัตถุประสงค์ แต่เป้าหมายหลัก ๆ ก็คือเพื่ออำนวยความสะดวกให้กับผู้ใช้งานนั่นเอง

1. แอปพลิเคชันสารพัดจัดการเรื่องเงิน
กิเลสเป็นของคู่กันกับมนุษย์เงินเดือนเพื่อรองรับสังคมไร้เงินสดเต็มรูปแบบ เรื่องเงินคือเรื่องใหญ่ แค่มีแอปฯ ของธนาคารติดสมาร์ทโฟนไว้ ก็ให้ความสะดวกและประโยชน์ไม่ว่าจะใช้เช็กเงินเดือน โอนเงินไปบัญชีนั้นบัญชีนี้ หรือจ่ายเงินค่านู่นค่านี่ได้ง่ายโดยไม่เสียค่าธรรมเนียม และไม่ต้องไปเข้าคิวที่สาขา แต่ทั้งนี้เราก็ควรมีแอปฯ ที่ช่วยบริหารจัดการเงินไม่ให้ใช้จ่ายฟุ่มเฟือยจนเกิดไปด้วย เช่น Piggipo, Money Lover, Spendee, Money Manager Expense & Budget, มีตังค์ เป็นต้น

2. แอปพลิเคชันสำหรับทำงานทุก ๆ ที่
เป็นมนุษย์เงินเดือนจะมีแอปฯ สำหรับทำงานติดเครื่องก็เป็นเรื่องปกติ ในยุคแบบนี้ต้องสามารถทำงานได้จากทุกที่ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนบนโลก ถ้ามีเคสเร่งด่วนขึ้นมาก็ต้องพร้อมทำงานอยู่เสมอทุกที่ทุกเวลา แอปฯ ที่ควรมีติดเครื่องก็ขึ้นอยู่กับว่าทำงานสายงานไหน หากอยู่ในสายสื่อสาร ก็อาจต้องโหลดพวกแอปฯ พจนานุกรมไว้เช็กคำผิด เช็กความหมายคำ สายกราฟิกก็ต้องมีแอปฯ ที่เกี่ยวกับงานออกแบบ งานตัดต่อ สายเอกสารก็ต้องมีพวกแอปฯ ที่ช่วยจัดการเอกสาร เช่น Google Drive, Clear Scanner, Google Docs, Trello, Simplemind, Canva, Royal, Society, Google Translate, Over: Edit Photos & Add Text เป็นต้น

3. แอปพลิเคชัน Video Calling
เพราะรูปแบบการทำงานของมนุษย์เงินเดือนยุคโควิดเปลี่ยนแปลงไป จากที่เคยเรียกประชุมกันที่ห้องประชุมออฟฟิศ กลายเป็นต้องนั่งประชุมอยู่บ้านใครบ้านมัน ซึ่งเราก็จำเป็นต้องปรับตัวตาม แม้จะนั่งทำงานอยู่ที่บ้าน การประชุมหารือกับเพื่อนร่วมงานในทีมก็ยังคงจำเป็นและต้องดำเนินไปตามปกติ ฉะนั้น แอปฯ สำหรับประชุมออนไลน์ หรือพวกแอปฯ  Video Calling จึงกลายเป็นตัวช่วยชั้นดี เช่น Zoom, Skype, Slack, Google Hangouts, LINE, Messenger เป็นต้น

4. แอปพลิเคชัน To Do List
พอเข้าสู่วัยทำงาน หลายคนเริ่มเปลี่ยนมารับบทมนุษย์ขี้ลืม เพราะแต่ละวันมีสิ่งต่าง ๆ ที่ต้องทำมากมายเหลือเกิน จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่บ่อยครั้งเราจะหลงลืมตารางงาน หรือจำสลับช่วงเวลากัน ดังนั้น เพื่อจัดระเบียบชีวิตให้ลงตัวมากที่สุด ก็จำเป็นต้องพึ่งพาเทคโนโลยีที่เขาออกแบบมาให้เราใช้ชีวิตง่ายขึ้น คือแอปฯ ประเภท To Do List ที่มีไว้เพื่อใช้เตือนความจำเรื่องต่าง ๆ และจัดการกับตารางงานต่าง ๆ ได้อย่างสะดวก และง่ายดาย เช่น Todoist, TickTick, Microsoft To Do, Google Tasks, Nozbe, Any.do เป็นต้น

5. แอปพลิเคชันเช็กสภาพอากาศ
ก่อนออกจากบ้าน หรือออฟฟิศก็จะต้องรู้ว่าคุณภาพอากาศภายนอกแย่แค่ไหน ฝุ่นพิษ มลพิษเป็นอย่างไร สภาพอากาศแต่ละที่แดดออก ฝนตก พายุเข้า เลิกงานแล้วฝนจะตกไหม พร้อมพยากรณ์ในอีกหลายวันข้างหน้า พรุ่งนี้ฝนจะตก หรือแดดจะออก อย่าลืมพกร่ม แอปฯ ก็สามารถเช็กได้หมด และมีคำแนะนำด้วยว่าควรต้องทำตัวอย่างไร เพราะสภาพอากาศสัมพันธ์กับสุขภาพ ฉะนั้น ควรจะมีติดเครื่องไว้ดีกว่า เช่น RainViewer: เรดาร์ฝน พยากรณ์อากาศ รายงานสภาพอากาศ, Air Quality, TVIS เป็นต้น

6. แอปพลิเคชันเกี่ยวกับการเดินทาง
ส่วนใหญ่แล้ว มนุษย์เงินเดือนมักจะต้องพึ่งพาระบบขนส่งสาธารณะเป็นหลัก การที่มีแอปฯ ที่เกี่ยวกับระบบขนส่งสาธารณะ แอปฯ แผนที่ และแอปฯ เช็กสภาพจราจร จะช่วยให้การเดินทางสะดวกขึ้นกว่าเดิม การเดินทางไปไหนมาไหนใน ก็จะยุ่งยากน้อยลง ในการทำงานการเดินทางไปถึงตรงเวลานัดหมาย หรือแม้กระทั้งการเข้างานให้ทันเวลาถือเป็นสิ่งสำคัญ จึงจำเป็นอย่างมากที่ต้องรีบไปโหลดแอปฯ เกี่ยวกับการเดินทางติดเครื่องไว้ ไม่ว่าจะรถติด หลงทาง รอรถนาน ต้องขึ้นรถสายไหน เราก็สามารถจัดการชีวิตได้ง่าย และลงตัวขึ้น เช่น ViaBus, Moovit, Bangkok MRT, BTS SkyTrain, ขสมก., รถเมล์ – รวมข้อมูลสายรถเมล์ รถตู้ รถประจำทาง, BMA Live Traffic, Google Map, JS100

7. แอปพลิเคชันบริการต่าง ๆ ของภาครัฐ
หลายคนอาจคาดไม่ถึงเกี่ยวกับแอปฯ ในกลุ่มนี้ แต่ต้องไม่ลืมว่าไม่ว่าเราจะเป็นมนุษย์เงินเดือนขององค์กรภาครัฐ หรือภาคเอกชน เราทุกคนล้วนมีพันธะผูกพันอยู่กับส่วนราชการ ที่แน่ ๆ ก็คือ เรื่องการส่งเงินสมทบประกันสังคม การจ่ายภาษี ฯลฯ ฉะนั้น การมีแอปฯ ที่เป็นบริการต่างของภาครัฐ จะทำให้เราใช้ชีวิตได้สะดวกขึ้นมาก ๆ อย่างแอปฯ ประกันสังคม ก็สามารถเช็กสิทธิประกันสังคม เช็กยอดเงินสมทบ แอปฯ ดำเนินจ่ายภาษี ก็ช่วยให้เราจัดการเรื่องภาษีง่ายขึ้น และแอปฯ ที่ทุกคนน่าจะต้องมีก็คือ แอปฯ เป๋าตัง ที่จะเรียกว่าเป็นแอปฯ อเนกประสงค์ของภาครัฐก็ไม่ผิดเท่าไรนัก เช่น RD Smart Tax, SSO Connect, Smart Labour, เป๋าตัง เป็นต้น

ขอบคุณข้อมูลจาก : tonkit360.com
อ้างอิงรูปภาพ : freepik.com

Chatbot ‘AWAY COVID-19’ on LINE App, Check for make sure to far away from Coronavirus disease areas

แชตบอตใหม่ AWAY COVID-19 เช็กก่อนไป
ห่างไกลพื้นที่เสี่ยง ผ่านแอป LINE

ในสถานการณ์แพร่ระบาดของ COVID-19 ระลอกใหม่ในตอนนี้ ถ้าเราจะไปไหนก็ควรเช็กให้ชัวร์ก่อน ว่าสถานที่นั้น ๆ มีผู้ติดเชื้อไวรัสโคโรนาหรือไม่ วันนี้เรามาแนะนำแชตบอต “Away Covid-19” แพลตฟอร์มที่ใช้งานได้ผ่านแอป LINE ที่จะช่วยเตือนเมื่อเข้าพื้นที่เสี่ยง และตรวจสอบข้อมูลของตำแหน่งผู้ติดเชื้อบนแผนที่ได้แบบ Interactive

โดยแชตบอต Away Covid-19 นี้จะทำหน้าที่หลัก ๆ ในการแสดงจุด หรือพื้นที่ที่มีเคสโควิด-19 ก่อนหน้า ไว้บนแผนที่ ทำให้เราสามารถรู้ได้ว่า จุดไหนบ้างที่เป็นพื้นที่เสี่ยงโรคโควิด-19 ในระลอกใหม่ และมีจุดเด่นที่น่าสนใจคือ การใช้งานที่ง่าย เพียงแค่เพิ่มเพื่อน@AWAYCOVID19 ในแอป LINE ก็สามารถใช้งานได้เลย ไม่ต้องติดตั้งแอพพลิเคชั่นใหม่ให้ยุ่งยาก

มีการเตือนก่อนเข้าพื้นที่มีเคสว่าในพื้นที่ใกล้ ๆ เราตอนนี้ มีเคสพบผู้ติดเชื้ออยู่หรือไม่ เราเลือกปรับรัศมีการตรวจสอบ และช่วงเวลาตรวจสอบย้อนหลังได้ และเราสามารถเลือกกดดู เคสต่าง ๆ ที่ปรากฎบนแผนที่ เพื่อดูรายละเอียด Timeline ของผู้ป่วยแต่ละรายได้

จำนวนผู้ติดเชื้อในประเทศไทยจะแสดงออกมาเป็นข้อมูลตัวเลขที่ได้รับการยืนยันแล้วในประเทศไทยในรูปแบบกราฟฟิค และสถิติที่ดูเข้าใจได้ง่าย

อีกทั้งยังแสดงข้อมูลของโรงพยาบาล, สถานพยาบาล และจุดตรวจ Covid-19 ในพื้นที่ใกล้ ๆ เรา ช่วยให้เราค้นหาได้ง่ายและกดนำทางไปยังโรงพยาบาลได้อีกด้วย

ข้อมูลต่าง ๆ ที่ปรากฏในแชตบอต Away Covid-19 นี้ จะเป็นการรวบรวมของทาง Mapedia จากรายงาน และแหล่งข่าวที่เผยแพร่ออกมา ถือว่าเป็นอีกช่องทางที่สะดวกในการตรวจสอบข้อมูลได้ง่ายขึ้น

สามารถเข้าไปใช้งานได้แล้ววันนี้ เพียงเข้าแอป LINE แล้วแอดเพิ่มเพื่อนบัญชี LINE ID: @AWAYCOVID19

ขอบคุณข้อมูลจาก : techoffside.com / beartai.com
อ้างอิงรูปภาพ : freepik.com

Spotify’s new party mode feature, ‘Group Session’ goes remote

Spotify ปล่อยฟีเจอร์ ‘Group Session’ แม้ตัวจะห่างไกล แต่ได้ฟังเพลงร่วมกัน

เมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา Spotify ได้ปล่อยฟีเจอร์ ‘Group Session’ ออกมาให้ผู้ใช้งานแบบพรีเมียมสามารถเชื่อมต่อเพลย์ลิสต์ของกันและกันได้ด้วยการสแกนบาร์โค้ด โดยจุดประสงค์ที่ Spotify ทำฟีเจอร์นี้ออกมา อาจจะมองในมุมของต่างประเทศ ที่ตอนนี้สถานการณ์ โควิด-19 ก็ยังไม่คลี่คลายดี Spotify จึงเล็งเห็นว่าอาจมีประโยชน์กับผู้ใช้งานบางรายที่ต้องการอรรถรสในการฟังเพลงร่วมกับเพื่อนในช่วงกักตัว

วิธีการใช้งานคือเมื่อส่งลิงก์เชิญผ่าน SMS ปาร์ตี้ ก็สามารถเป็นดีเจร่วมกันได้หลายคน โดยฟีเจอร์ ‘Group Session’นี้ มีคุณสมบัติหลังจากเชื่อมต่อกันแล้ว จะทำให้สามารถสั่งเปิดเพลง เพิ่มคิวเพลง กดข้ามเพลง หรือหยุดเพลงผ่านเพลย์ลิสต์เดียวกันได้

มีประโยชน์เวลาใช้คู่กับลำโพง ทีวีในบ้าน หรือเวลาอยู่ในงานปาร์ตี้ ก็ทำหน้าที่เป็นดีเจร่วมกันได้หลายคน ซึ่งต้องอยู่ในระยะสัญญาณใกล้ๆ กันเท่านั้น

ทั้งนี้ข้อเสียในการใช้งานคือทุกคนต้องเป็นสมาชิกพรีเมียมด้วย ดังนั้นผู้ใช้ฟรีจะไม่สามารถเข้าร่วม ‘Group Session’ นอกจากนี้ฟีเจอร์นี้ยังอยู่แค่ช่วงการทดสอบ ต้องรอกันต่อไปถึงจะได้ใช้อย่างเป็นทางการ

ขอบคุณข้อมูลจาก : thaiware และ techcrunch
อ้างอิงรูปภาพ : behance / trueid