Facebook updates its Automatic Alt Text (AAT) to improve photo descriptions for people who are visually impaired

Facebook พัฒนาฟีเจอร์ AAT (Automatic Alt Text)
เพื่อผู้พิการทางสายตา

Facebook ได้มีการพัฒนาฟีเจอร์ AAT หรือ Automatic Alt Text เปิดตัวครั้งแรกในปี พ.ศ. 2559 โดยใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในการสร้างคำบรรยายแบบอัตโนมัติ เพื่อช่วยเหลือผู้ที่ใช้งานโปรแกรมอ่านหน้าจอ โดยจะเปลี่ยนข้อความ หรือองค์ประกอบอื่น ๆ ที่แสดงบนจอให้เป็นข้อความเสียง
การแบ่งปันรูปภาพ นับเป็นหนึ่งในวิธีการสื่อสารที่ผู้คนให้ความนิยมมากที่สุด ซึ่งรวมไปถึงกลุ่มผู้ใช้งานที่สูญเสียการมองเห็น หรือมีความบกพร่องทางสายตา ฟีเจอร์ AAT ถือเป็นอีกหนึ่งการลงทุนของ Facebook ที่มุ่งช่วยสนับสนุนชุมชน และทำให้มั่นใจว่าผู้ใช้งานทุกคนจะสามารถเป็นส่วนหนึ่งของบทสนทนาบนโลกออนไลน์ได้

ภาพจาก : https://about.fb.com

Facebook ได้พัฒนาฟีเจอร์ข้อความกำกับภาพ หรือ Automatic Alt Text (AAT) อย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นเครื่องมือการเข้าถึงข้อมูลที่จะช่วยมอบประสบการณ์การใช้งานที่สมบูรณ์แบบยิ่งขึ้น พร้อมพัฒนารายละเอียดคำบรรยายภาพสำหรับกลุ่มผู้พิการทางสายตา และผู้ที่มีความบกพร่องทางการมองเห็น

ซึ่งฟีเจอร์ AAT มาพร้อมเทคโนโลยีล้ำสมัยมากมาย เพื่อช่วยยกระดับประสบการณ์การใช้งานรูปภาพ ไม่ว่าจะเป็น การเพิ่มประสิทธิภาพการรับรู้สิ่งของ หรือคอนเซ็ปต์ต่าง ๆ ที่อยู่ในรูปภาพบน Instagram และ Facebook มากขึ้นกว่า 10 เท่า หรือนับเป็นกว่า 1,200 คอนเซ็ปต์ หมายความว่าจะมีรูปภาพจำนวนมากขึ้นที่สามารถปรากฏพร้อมกับคำบรรยายได้

นอกจากนี้ ฟีเจอร์ AAT ยังสามารถระบุประเภทกิจกรรม สถานที่สำคัญ ตลอดถึงประเภทของสัตว์ต่าง ๆ ผ่านคำบรรยายภาพ ยกตัวอย่างเช่น “นี่อาจเป็นภาพเซลฟี่ของคน 2 คน บริเวณกลางแจ้ง หอเอนเมืองปิซา” และเนื่องจากคำอธิบายภาพจะใช้คำ และโครงสร้างประโยคง่าย ๆ ฟีเจอร์นี้จึงสามารถใช้งานได้แล้วถึง 45 ภาษา

Facebook เป็นรายแรกในอุตสาหกรรมที่นำฟีเจอร์ AAT มาใช้ให้ข้อมูลที่มีรายละเอียด เช่น การบอกตำแหน่งของวัตถุในรูป และบอกขนาดเทียบเคียงกับสิ่งอื่นที่อยู่รอบ ๆ โดยปัจจุบัน ฟีเจอร์ AAT สามารถระบุได้ว่ามีคน 2 คนอยู่ตรงกลางของรูป และอีก 3 คนอยู่ที่ด้านหลัง ผู้ใช้งานสามารถเข้าถึงตัวเลือกในการเพิ่มคำบรรยายที่บอกรายละเอียดมากขึ้นนี้ สำหรับระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์ สามารถกดค้างที่รูป และสำหรับผู้ที่ใช้ระบบปฎิบัติการ iOS สามารถกดที่ 3 จุด แล้วไปที่ “แก้ไขข้อความกำกับภาพ” ได้เลย

ภาพจาก : https://about.fb.com

ฟีเจอร์ AAT เปิดให้ใช้งานแล้วในประเทศไทย สำหรับรูปภาพบนฟีดข่าว ภาพโปรไฟล์ และในกลุ่มต่าง ๆ ของ Facebook โดยจะปรากฏเมื่อกดเข้าไปดูรูป

สำหรับ Instagram ฟีเจอร์ AAT มาพร้อมกับชุดคอนเซ็ปต์ และความสามารถในการบรรยายสิ่งต่าง ๆ ในรูปที่มากขึ้น โดยสามารถสร้างคำอธิบายภาพในหน้าฟีด แท็บสำรวจ หรือโปรไฟล์ ได้ทั้งในรูปแบบข้อความและเสียง

ขอบคุณข้อมูลจาก : thestorythailand.com
อ้างอิงรูปภาพ : about.fb.com / tech.fb.com / pexels.com

AI model detects asymptomatic COVID-19 infections through cellphone-recorded coughs

แบบจำลอง AI ตรวจจับ “เสียงไอ” ผู้เสี่ยงติดเชื้อ COVID-19 ผ่านแอปพลิเคชันมือถือ

“เราติด COVID-19 แล้วหรือยัง ?” เป็นคำถามที่คอยหาคำตอบกับตัวเองอยู่บ่อยครั้ง โดยเฉพาะเวลาที่เรามีอาการไอ หรือจามออกมา แต่หลายคนก็ยังคงไม่รู้คำตอบ เพราะหากติดเชื้อ COVID-19 จริง อาการจะเริ่มแสดงภายใน 1-14 วัน ซึ่งผู้ป่วยส่วนมากจะรู้ตัวเมื่อผ่านไปแล้ว 5 วัน

ด้วยเทคโนโลยีที่สถาบันเทคโนโลยีแมสซาชูเซตส์ (MIT) ในสหรัฐอเมริกา ได้มีการคิดค้นขึ้นมา จะทำให้ทุกคนไม่ต้องกังวลอีกต่อไป เพราะเราอาจสามารถตรวจเช็คอาการไอจามของตัวเองได้ด้วย AI บนมือถือ

AI (Artificial Intelligence) สามารถจดจำการไอของผู้มีเชื้อ COVID-19 และสามารถตรวจจับเสียงไอของผู้เสี่ยงติดเชื้อได้อย่างแม่นยำ แม้ในระยะนั้นผู้ป่วยจะยังไม่แสดงอาการของ COVID-19 เลยก็ตาม ซึ่งเป็นพัฒนาด้วย Algorithm แบบเดียวกับเครือข่ายระบบประสาทของมนุษย์ หรือ Neural Network

โดยการทำงานที่เหมือนระบบประสาทของมนุษย์นั้น จะมีหน้าที่แบ่งออกไป 3 อย่างด้วยกันคือ 

  1. ระบบมีหน้าที่ตรวจจับความรุนแรงของเสียงไอ 
  2. มีหน้าที่ตรวจจับความเคลื่อนไหวของสภาวะทางอารมณ์ที่ผู้ป่วยจะมีเมื่อติดเชื้อ
  3. ตรวจวัดประสิทธิภาพการหายใจ วัดความอ่อนแรงของกล้ามเนื้อ และรายงานผล

รายงานระบุว่า AI ดังกล่าวกำลังได้รับการพัฒนาลงแอปพลิเคชันตัวหนึ่ง เพื่อใช้กับสมาร์ทโฟน โดยในการทดสอบเบื้องต้น นักพัฒนาได้ให้ระบบจดจำเสียงไอจาก 10,000 ตัวอย่าง ผลลัพธ์ที่ได้คือ ระบบสามารถจดจำเสียงไอของผู้ติดเชื้อได้ 98.5 เปอร์เซ็นต์ และจดจำเสียงไอของผู้ไม่ติดเชื้อได้แม่นยำถึง 100 เปอร์เซ็นต์เลยทีเดียว 

เทคโนโลยีนี้ก็ยังคงไม่สามารถนำมาใช้วินิจฉัยผู้ป่วยได้อย่างแม่นยำ เพราะอาการของผู้ติดเชื้อนั้นอาจมีเงื่อนไขอื่น ๆ ที่ทำให้มีการไอคล้ายกัน แต่เทคโนโลยีนี้ก็น่าจะช่วยคัดกรองเบื้องต้นได้ไม่มากก็น้อย

ขอบคุณข้อมูลจาก : thaiware.com
อ้างอิงรูปภาพ : news.mit.edu / freepik.com