Google Takeout updates a new feature to transfer files from your Google Photos albums to Flickr and OneDrive

Google Takeout อัปเดท เพิ่มฟีเจอร์ย้ายไฟล์จาก Google Photos ไป Flickr และ OneDrive ได้แล้ว

Google ได้เพิ่มฟีเจอร์บน Google Takeout ซึ่งเป็นบริการ Export และคัดลอกข้อมูลจาก Google Account ไปยังบริการอื่น ให้ผู้ใช้สามารถเชื่อมต่อแอคเคาท์ และเลือกรูปภาพ หรือวิดีโอจากอัลบั้มที่ต้องการบน Google Photos เพื่อคัดลอกไปยัง Flickr และ Microsoft OneDrive ได้แล้ว

โดยผู้ใช้สามารถโอนย้ายรูปภาพที่ต้องการด้วยวิธีง่าย ๆ 3 ขั้นตอนดังนี้

  1. กดเข้าไปที่หน้าบริการ Google Takeout (https://takeout.google.com/takeout/transfer/custom/plus_photos)  (ใส่เป็น Text ธรรมดา ไม่ต้องใส่เป็นลิ้งค์) จากนั้นเลือกอัลบั้มภาพ และบริการที่ต้องการคัดลอกรูปภาพจาก Google Photos ได้ที่เมนู Select Data to Include (ค่าตั้งต้นจะเลือกคัดลอกรูปภาพทั้งหมด แต่ผู้ใช้สามารถกดเพื่อเลือกอัลบั้มรูปที่ต้องการได้) 
  2. ไปที่ Next Step และเลือกบริการที่ต้องการ Flickr หรือ OneDrive ที่ Choose Destination และเชื่อมต่อแอคเคาท์ของทั้ง 2 บริการเข้าด้วยกัน 
  3. ระบบจะทำการคัดลอกไฟล์จาก Google Photos ไปยังบริการปลายทางแบบอัตโนมัติ โดยผู้ใช้สามารถสังเกตความคืบหน้าในการคัดลอกไฟล์ได้ที่แถบ Export Process

ภาพจาก : https://blog.google/technology/safety-security/data-portability/

ทั้งนี้ทาง Google ยังระบุว่าฟีเจอร์ที่เพิ่มเข้ามาใหม่นี้เป็นส่วนหนึ่งของ Data Transfer Project ซึ่งเป็นโปรเจคที่ช่วยให้ผู้ใช้สามารถโอนย้ายข้อมูล และรูปภาพต่าง ๆ ระหว่างบริการของ Facebook, Apple, Google, Microsoft และ Twitter ได้สะดวกยิ่งขึ้น ซึ่งก่อนหน้านี้ได้ทำการเชื่อมต่อ Google Photos กับ Facebook ไปแล้ว และคาดว่าทางบริษัทฯ น่าจะเพิ่มการพัฒนาให้ใช้งานร่วมกับบริการอื่น ๆ ที่หลากหลายเพื่อให้ครอบคลุมการใช้งานของผู้ใช้มากขึ้นอีกด้วย

ขอบคุณข้อมูลจาก : thaiware.com
อ้างอิงรูปภาพ : google.com / blog.google

LINE TODAY adjusts new features for readers online

LINE TODAY ปรับฟีเจอร์ใหม่ เอาใจนักอ่านออนไลน์

LINE TODAY เดินหน้าเพิ่มฟังก์ชันตอบโจทย์พฤติกรรมนักอ่านออนไลน์ พร้อมปรับระบบคัดเลือกคอนเทนต์ให้ตรงกับความความชอบของผู้อ่านมากยิ่งขึ้น ตอกย้ำการเป็น Personalized Infotainment Portal ศูนย์รวมข่าวสารและบทความที่มีสาระประโยชน์และความเพลิดเพลิน อีกทั้งยังเพิ่มเนื้อหาและข่าวสารประเภทไลฟ์สไตล์ – บันเทิงเอาใจคนรุ่นใหม่ ขณะเดียวกันก็ยังเน้นข่าวสาร บทความ และประเด็นฮอตจากพันธมิตรชั้นนำของเมืองไทยกว่า 260 ราย หลังจาก LINE TODAY ปรับโฉมใหม่ก็ส่งให้ตัวเลขจำนวนการคลิกอ่านบทความ (Page View) เพิ่มขึ้นมากถึง 42% การปรับโฉมใหม่นี้สามารถชวนให้คนเข้ามาอัปเดตข่าวสารบนแพลตฟอร์มเพิ่มขึ้นมากกว่าเท่าตัวอีกด้วย ติดตามข่าวสาร บทความ และวิดีโอ ที่หลากหลายบน LINE TODAY บนแอปฯ LINE ในมือถือของคุณได้แล้ววันนี้

5 สิ่งใหม่บน LINE TODAY มีอะไรบ้าง?

แท็บ “เรื่องเด็ด” รวบรวมประเด็นร้อนครบจบในแท็บเดียว

LINE TODAY เพิ่มแท็บใหม่ที่รวบรวม “เรื่องเด็ด” ทั้งข่าวสาร บทความ และเรื่องราวฮอตฮิตซึ่งกำลังเป็นที่พูดถึงในสังคมและโลกโซเชียลแบบเรียลไทม์ โดยนำเสนอ แง่มุมที่หลากหลายจากแหล่งพันธมิตรสื่อที่แตกต่างกันและน่าเชื่อถือ รู้เรื่อง ครบ จบในแท็บเดียว

แท็บ “วิดีโอ” รวมคลิปเด็ดยอดฮิต ที่ถูกพูดถึงมากที่สุดบนโลกออนไลน์

บ่อยครั้งที่ผู้ใช้บริการ LINE TODAY สนใจทั้งการอ่านบทความและการดูคลิปวิดีโอสั้น ๆ เพลิน ๆ ที่ได้ทั้งการติดตามข่าวสารและสาระความรู้ LINE TODAY จึงไม่รอช้า เพิ่มแท็บ “วิดีโอ” รวมคลิปสาระบันเทิงมากมายจากสื่อและครีเอเตอร์ชั้นนำ ไม่ว่าจะเป็น คลิปวิดีโอสอนภาษาอังกฤษแบบง่ายๆ ใช้ในชีวิตประจำวันจาก ครูนุ่น English AfterNoonz และ ครูฝ้าย Easy English, คลิปไฮไลท์รายการชื่อดังช่องดัง, คลิปสอนทำอาหาร ,คลิปดูดวงแม่น ๆ และอีกมากมายที่จะอัปเดตกันไม่ให้ตกเทรนด์

ตรวจผลสลากกินแบ่งรัฐบาล รู้ผลได้ใน 3 วิ!

LINE TODAY ยังเอาใจสายลุ้นด้วยการเลื่อนฟีเจอร์ตรวจผลรางวัลขึ้นมาไว้บนหน้าแรกในทุกงวดที่มีการออกรางวัลสลากกินแบ่งรัฐบาล ให้คุณได้กรอกตัวเลขสลากในมือคุณและรู้ผลใน 3 วินาที พร้อมแชร์ลงใน LINE Chat และ โซเชียลมีเดียอื่น ๆ ได้อย่างรวดเร็ว

ฟังก์ชั่นเช็กสภาพอากาศ และค่าฝุ่นละออง PM2.5 แบบแม่นยำ

LINE TODAY จับมือกับผู้ให้บริการระดับโลกอย่าง AirVisual เพิ่มฟังก์ชั่นตรวจสภาพอากาศที่แม่นยำเพื่ออำนวยความสะดวกให้ผู้ใช้บริการยุคนี้ที่ให้ความสำคัญกับการเช็กสภาพอากาศและค่าฝุ่นละอองมากยิ่งขึ้น โดยนำเสนอข้อมูลสภาพอากาศ ไม่ว่าจะฝนตก แดดออก ค่าฝุ่นละออง PM 2.5 มากน้อยแค่ไหน ก็สามารถเช็กให้ชัวร์ได้ก่อนออกจากบ้านผ่าน LINE TODAY

เพิ่มฟังก์ชั่น โฟลทติ้ง เมนู (floating menu)

ในยุคสมัยนี้นอกจากผู้ใช้บริการจะต้องการอัปเดตข่าวสารและข้อมูลอย่างทันท่วงทีแล้ว ยังนิยมแบ่งปันข้อมูลให้เพื่อน ๆ ทางโซเชียลมีเดีย ใส่ข้อความแสดงความคิดเห็นที่มีต่อบทความ รวมถึงการกดไลก์ข่าวที่ถูกใจ และปรับขนาดตัวอักษรให้เล็กหรือใหญ่เพื่อให้อ่านสะดวกขึ้น สิ่งเหล่านี้ โฟลทติ้ง เมนูเตรียมไว้เอาใจให้ผู้ใช้บริการได้อย่างครบถ้วนและเลือกใช้งานได้แบบทันทีทันใด

ขอบคุณข้อมูลจาก : beartai.com
อ้างอิงรูปภาพ : today.line

Intel Makes Changes to Technology Organization

Intel ปรับโครงสร้างองค์กรใหม่ เดินหน้ากลับสู่ผู้นำแห่งวงการ PC

ล่าสุดทาง Intel ประกาศปรับโครงสร้างองค์กรใหม่ หลังจากที่ชิป 7 นาโนเมตร (7nm) จาก Intel ประกาศเลื่อนเปิดตัวไปอีก 6 เดือน ซึ่งทำให้ช้ากว่าทั้ง Apple, Qualcomm หรือแม้กระทั่ง AMD ไปมาก โดย Dr. Murthy Renduchintala ผู้บริหารที่รับผิดชอบฮาร์ดแวร์เกือบทั้งหมด (TSCG) ของ Intel จะทำการลาออก และฝ่าย TSCG ของทาง Intel จะแยกออกมาเป็นหน่วยย่อยเพื่อให้การทำงานคล่องตัวยิ่งขึ้น โดยมีรายละเอียดดังนี้

  • Technology Development: พัฒนาการผลิตชิปด้วยเทคโนโลยีการผลิตใหม่ นำโดย Dr. Ann Kelleher.
  • Manufacturing and Operations: ดูแลกระบวนการผลิต นำโดย Keyvan Esfarjani.
  • Design Engineering: ออกแบบการผลิตและด้านวิศวกรรม นำโดย Josh Walden แต่ว่าทาง Intel จะหาผู้นำหน่วยนี้ใหม่ในอีกไม่นาน
  • Architecture, Software and Graphics: สถาปัตยกรรมและซอฟต์แวร์ รวมถึงกราฟิก นำโดย Raja Koduri.
  • Supply Chain: นำโดย Dr. Randhir Thakur

อย่างไรก็ตามประกาศนี้ของ Intel ไม่ได้ระบุว่ามีความเกี่ยวข้องกับเรื่องชิป 7 นาโนเมตร ที่มีความล่าช้า แต่ทาง Anadtech แหล่งที่มาของข่าว ได้วิเคราะห์ว่ามีความเกี่ยวข้องกับเรื่องดังกล่าว

Dr. Murthy Renduchintala

โดย Dr. Murthy Renduchintala ผู้บริหารที่รับผิดชอบฮาร์ดแวร์เกือบทั้งหมดของ Intel (TSCG) ได้ลาออกจากบริษัทฯ ในวันที่ 3 สิงหาคมที่ผ่านมา และในอนาคตข้างหน้าการพัฒนาชิป 7 นาโนเมตร รวมไปถึง 5 นาโนเมตรของ Intel จะนำโดย Dr. Ann Kelleher ซึ่งตอนนี้ต้องดูแลการผลิต10 นาโนเมตรในปัจจุบันต่อไปด้วย นอกจากนี้ Dr. Mike Mayberry บุคคลสำคัญของห้องแล็บ Intel ที่พร้อมจะเกษียณในปีนี้ จะยังคงอยู่จนกว่าจะถึงเวลาเปลี่ยนผ่านอย่างเหมาะสมอีกด้วย

Dr. Ann Kelleher

การเปลี่ยนแปลงในครั้งนี้ เป็นการเปลี่ยนแปลงเพื่อให้ Intel ได้กลับสู่การเป็นผู้นำในด้านเทคโนโลยีการผลิต และพัฒนาหน่วยประมวลผลอีกครั้ง จากเดิมที่แทบจะเป็นอันดับ 1 ของวงการ PC แต่ในปัจจุบันมีทั้ง AMD และคู่แข่งที่โตมาจากมือถืออย่าง ARM เริ่มเข้ามารุกตลาด PC มากขึ้น

ขอบคุณข้อมูลจาก : sanook.com และ beartai.com
อ้างอิงรูปภาพ : time.com / anandtech.com

Spotify’s new party mode feature, ‘Group Session’ goes remote

Spotify ปล่อยฟีเจอร์ ‘Group Session’ แม้ตัวจะห่างไกล แต่ได้ฟังเพลงร่วมกัน

เมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา Spotify ได้ปล่อยฟีเจอร์ ‘Group Session’ ออกมาให้ผู้ใช้งานแบบพรีเมียมสามารถเชื่อมต่อเพลย์ลิสต์ของกันและกันได้ด้วยการสแกนบาร์โค้ด โดยจุดประสงค์ที่ Spotify ทำฟีเจอร์นี้ออกมา อาจจะมองในมุมของต่างประเทศ ที่ตอนนี้สถานการณ์ โควิด-19 ก็ยังไม่คลี่คลายดี Spotify จึงเล็งเห็นว่าอาจมีประโยชน์กับผู้ใช้งานบางรายที่ต้องการอรรถรสในการฟังเพลงร่วมกับเพื่อนในช่วงกักตัว

วิธีการใช้งานคือเมื่อส่งลิงก์เชิญผ่าน SMS ปาร์ตี้ ก็สามารถเป็นดีเจร่วมกันได้หลายคน โดยฟีเจอร์ ‘Group Session’นี้ มีคุณสมบัติหลังจากเชื่อมต่อกันแล้ว จะทำให้สามารถสั่งเปิดเพลง เพิ่มคิวเพลง กดข้ามเพลง หรือหยุดเพลงผ่านเพลย์ลิสต์เดียวกันได้

มีประโยชน์เวลาใช้คู่กับลำโพง ทีวีในบ้าน หรือเวลาอยู่ในงานปาร์ตี้ ก็ทำหน้าที่เป็นดีเจร่วมกันได้หลายคน ซึ่งต้องอยู่ในระยะสัญญาณใกล้ๆ กันเท่านั้น

ทั้งนี้ข้อเสียในการใช้งานคือทุกคนต้องเป็นสมาชิกพรีเมียมด้วย ดังนั้นผู้ใช้ฟรีจะไม่สามารถเข้าร่วม ‘Group Session’ นอกจากนี้ฟีเจอร์นี้ยังอยู่แค่ช่วงการทดสอบ ต้องรอกันต่อไปถึงจะได้ใช้อย่างเป็นทางการ

ขอบคุณข้อมูลจาก : thaiware และ techcrunch
อ้างอิงรูปภาพ : behance / trueid

Zoom free users will get end-to-end encryption

Zoom เปลี่ยนใจ ให้ผู้ใช้งานเวอร์ชันฟรี อาจได้รับการเข้ารหัสแบบ End-to-End ด้วย

ล่าสุด Zoom ได้ออกมาบอกว่าอาจเปลี่ยนใจเริ่มปล่อยอัปเดตการเข้ารหัส End-to-End เป็นเวอร์ชันเบต้าทดสอบให้กับทุกเวอร์ชัน ทั้งแบบเสียเงิน และแบบฟรีภายในเดือนหน้า ซึ่งในแบบเสียเงินจะมีการมอบสิทธิ์ให้ผู้ดูแลระบบบัญชี (Account administrators) สามารถตั้งค่าเปิด – ปิดการเข้ารหัส End-to-End ของผู้ใช้งานได้

ซึ่งก่อนหน้านี้เราได้เคยนำเสนอเกี่ยวกับ Zoom ไปแล้วว่า จะไม่มีการเข้ารหัสแบบ End-to-End ให้กับเวอร์ชันฟรี เพราะเป็นห่วงว่าผู้ใช้งานอาจนำไปใช้ในทางที่ผิด หรือมีพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม เช่น ใช้คำพูดเชิงเกลียดชัง (hate speech) และการคุกคามทางเพศ ซึ่งต้องการที่จะให้หน่วยงานบังคับใช้กฎหมายสามารถตรวจสอบได้ตลอด

โฆษกของบริษัทได้กล่าวว่า “Zoom จะไม่เข้าไปก้าวก่าย หรือสอดส่องการใช้งานของลูกค้าทุกท่าน และจะไม่เปิดเผยข้อมูลให้กับหน่วยงานบังคับใช้กฎหมาย ยกเว้นแต่ในกรณีที่มีเนื้อหาส่อไปทางล่วงละเมิดทางเพศเด็ก” ตามความคิดเห็นของผู้บริหารสูงสุด Eric Yuan แต่ทั้งนี้เพื่อให้สามารถตรวจสอบผู้ใช้ได้ หากผู้ใช้รายนั้นมีพฤติกรรมไม่เหมาะสม จึงทำให้การเข้ารหัสแบบ End-to-End จะเปิดให้บริการเฉพาะกับผู้ใช้งานที่มีการยันตัวตน ดังนั้นผู้ใช้งานทั่วไปที่จะสมัครฟรี จะต้องยืนยันตัวตนด้วยข้อมูลส่วนตัว และมีการยืนยันผ่านการแจ้งเตือนไปยังเบอร์โทรศัพท์เพิ่มด้วย ซึ่งก่อนหน้านี้จะสมัครผ่านอีเมลเพียงอย่างเดียว โดยการทดสอบการเข้ารหัส End-to-End จะเริ่มภายในเดือนกรกฎาคมนี้ และยังมีการอัปเดตเพิ่มฟังก์ชันการรายงานความประพฤติของผู้ใช้อีกด้วย

ขอบคุณข้อมูลจาก : thaiware และ theverge