8 Interesting IT field in New Normal era

8 สายงานไอที น่าสนใจในยุค New Normal

วิกฤติโควิด เป็นอัตราเร่งให้ทุกองค์กรมีการปรับวิถีชีวิตและการทำงานสู่ยุคนิวนอร์มอล ทำให้รูปแบบการทำงานขององค์กรเปลี่ยนไป รวมทั้งแรงงานต้องปรับตัวให้พร้อมรับมือ จึงทำให้บุคลากรสายงานไอทีนับเป็นกลุ่มงานที่ตลาดแรงงานมีความต้องการสูงและยังมีแนวโน้มการขยายตัวอย่างต่อเนื่อง และสูงมากขึ้นในอีก 5 ถึง 10 ปีข้างหน้า 

เนื่องจากสำหรับคนที่ทำงานด้านไอที การปรับรูปแบบการทำงานแบบรีโมท (Remote Work) หรือทำงานจากที่บ้าน (Work From Home) ถือว่าไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่ เพราะก่อนหน้าที่จะเกิดการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด กลุ่มบริษัทด้านเทคโนโลยีหลายๆ แห่ง นำรูปแบบการทำงานนี้มาใช้ซึ่งช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นในการทำงานของคนไอทีอยู่แล้ว วันนี้เราจะมาทำความรู้จัก 8 อาชีพที่น่าสนใจสำหรับสายงานด้านไอที

  1. Data Analyst  เริ่มต้นกันด้วยอาชีพที่หันไปทางไหนก็มีแต่คนพูดถึง นั่นก็คือ Data Analyst นั่นเอง โดย Data Analyst จะนำข้อมูลต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น ข้อมูลลูกค้า หรือข้อมูลใด ๆ ที่เกี่ยวข้อง มาวิเคราะห์ และสรุปผล เพื่อใช้ประกอบการตัดสินใจ ปรับปรุง และพัฒนาธุรกิจขององค์กรให้ดียิ่งขึ้น 
  2. Software & Application Developer หรือนักพัฒนาโปรแกรมประยุกต์ คือผู้สร้างและพัฒนา Application/Software ต่าง ๆ ให้เราใช้งานกันในชีวิตประจำวัน โดยพวกต้องเขียนออกมาให้ตรงความต้องการของลูกค้า รวมทั้งต้องสะดวก และง่ายกับผู้ใช้งานด้วย
  3. UX/UI Designer ซึ่งเป็นคนที่ต้องทำความเข้าใจความต้องการของผู้ใช้งาน และออกแบบประสบการณ์ผู้ใช้งาน (User Experience) หรือออกแบบส่วนติดต่อผู้ใช้(User Interface) ให้สินค้า และบริการต่าง ๆ เพื่อส่งมอบสินค้า และบริการที่ตรงกับความต้องการ และใช้งานง่ายที่สุดให้กับผู้ใช้งาน
  4. QA Engineer & Software Tester จะเป็นคนทดสอบเว็บหรือแอปเพื่อหาปัญหาที่อาจเกิดขึ้น ก่อนที่จะส่งมอบให้กับผู้ใช้งาน เพื่อให้เว็บหรือแอปนั้น ๆ ทำงานได้ถูกต้อง ไม่มี Bug หรือข้อผิดพลาดมากวนใจผู้ใช้
  5. System Admin หรือผู้ดูแลระบบ คือคนที่คอยดูแลรักษาอุปกรณ์ต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับระบบเครือข่าย และระบบคอมพิวเตอร์ขององค์กร ตั้งแต่ลง OS ติดตั้ง ดูแลทั้งซอฟต์แวร์กับฮาร์ดแวร์ในระบบ ไม่ว่าจะเป็นสาย Cable หรือ Server รวมถึงเป็นคนที่จะช่วยแก้ปัญหาระบบต่าง ๆ ในยามคับขันอีกด้วย
  6. IT Business Analyst เรียกสั้น ๆ ว่า BA เป็นคนวิเคราะห์ข้อมูลธุรกิจแบบเจาะลึก สำหรับสาย IT แล้ว BA เป็นเหมือนตัวกลางระหว่างผู้ใช้งานกับ Developer โดยจะเป็นคนรวบรวมความต้องการของผู้ใช้งาน และสรุปสิ่งที่ผู้ใช้ต้องการ เพื่อส่งมอบรายละเอียดงานต่าง ๆ ให้กับ Developer 
  7. Growth Hacker ไม่ใช่การเจาะระบบแต่อย่างได้ เพียงแต่เป็นการพยายามทำให้ธุรกิจเติบโตให้ได้ โดยจะเป็นคนที่จะเฟ้นหาการตลาด หรือกลยุทธ์ต่าง ๆ เพื่อเพิ่มจำนวนลูกค้า และคอยจัดการกลยุทธ์นั้นให้สำเร็จตามที่หวัง หรือเปลี่ยนเป็นแนวทางที่ดีกว่า ซึ่งหลายแบรนด์ดังก็ใช้ Growth Hacking กับบริการของตัวเองจนมีผู้ใช้งานเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วเหมือนกัน
  8. IT Application Support  อีกหนึ่งสายงานไอทีที่ตลาดแรงงานในยุคดิจิทัลต้องการสูง เพื่อหาคนมาดูแลระบบงาน Application หรือ Program ทั้งที่ลูกค้ามีใช้งานอยู่แล้วใน ปัจจุบัน และระบบงานใหม่ที่ลูกค้าวางแผนจะนำ มาใช้งานในองค์กร

อย่างไรก็ตาม คาดว่า ปี 2566 ทั่วโลกจะเผชิญกับปัญหาขาดแคลนบุคลากรไอทีมากกว่า 2 ล้านตำแหน่ง ซึ่งในประเทศไทยเองก็ได้ประสบปัญหานี้เช่นกัน เนื่องจากบุคลากรไอทีที่มีคุณภาพจะเน้นเลือกทำงานกับองค์กรใหญ่ๆ และบริษัทข้ามชาติ หรือบางส่วนก็ได้โอกาสไปทำงานที่ต่างประเทศ นอกจากนี้ยังมีออกไปตั้งบริษัทที่ปรึกษาทางด้านไอทีของตัวเอง และบางส่วนมีการเปลี่ยนแปลงสายงานตัวเองจากไอทีไปทำในสายงานอื่น ๆ ดังนั้น จะเห็นได้ว่าจาก 3 ปัจจัยดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่าแรงงานด้านไอทีกำลังขาดแคลนอย่างต่อเนื่อง

ขอบคุณข้อมูลจาก  : BorntoDev / bangkokbiznews.com / kapook.com / trueplookpanya.com
อ้างอิงรูปภาพ : ภาพปก https://www.pexels.com/pt-br/foto/codificacao-computador-mesa-balcao-4974912/

Recommended 7 Apps for Staying at Home

7 แอปฯ แนะนำกิจกรรมในช่วงวันหยุดอยู่บ้าน

ช่วงที่สถานการณ์โควิด-19 ยังน่าเป็นห่วงแบบนี้ ทำให้หลายคนมองหากิจกรรมและการเสริมทักษะในแบบที่ไม่ต้องออกจากบ้านไปไหน วันนี้เราจะมาแนะนำ 7 แอปฯ คลายเหงาให้ทำในช่วงหยุดยาวกัน

Movie Streaming ดูหนังออนไลน์บรรเทิงได้ทั้งครบครัว 
1. Netflix เจ้าเก่า เจ้าเดิมที่คนไทยคุ้นเคยกันดี มาพร้อมจุดเด่นที่มีภาพยนตร์ ซีรีส์ รายการทีวี และสารคดีจำนวนมหาศาล ทั้งฝั่งอเมริกา ยุโรป ญี่ปุ่น เกาหลี จีน หรือไทย โดยเฉพาะซีรีส์เกาหลีหลายๆ เรื่องที่เป็นกระแสโด่งดังในช่วงเวลาที่ผ่านมาก็ล้วนแล้วแต่มีให้รับชมใน Netflix ทั้งสิ้น
2. Disney+ Hotstar คู่แข่งในระดับโลกของ Netflix ที่เรียกได้ว่าได้รับการพิสูจน์ตัวเองมาแล้วว่า “ปัง” แน่นอน เพราะภายในเวลาเพียง 16 เดือน ก็สร้างฐานผู้ใช้งานได้เกิน 100 ล้านคนทั่วโลก ทำให้ Disney ต้องปรับเป้าหมายใหม่ให้สูงขึ้นกันเลยทีเดียว และเมื่อ Disney+ Hotstar เข้าไทย ขอบอกเลยว่าไม่ธรรมดา
3. HBO Go มีจุดเด่นที่คอนเทนต์ความบันเทิงคุณภาพระดับโลก โดยเฉพาะภาพยนตร์ที่มีทั้งภาพยนตร์ดัง ภาพยนตร์ฮอลีวูด และภาพยนตร์ที่ได้รับรางวัล เป็นต้น รวมถึงยังมีซีรีส์ระดับตำนานอย่าง Game of Throne ทั้ง 8 ซีซัน และซีรีส์ในตำนานอย่าง Friends Reunion นอกจากการรับชมคอนเทนต์ความบันเทิงแบบ On Demand แล้ว HBO Go ยังมีบริการช่องทีวีของตัวเองอีกด้วย

Comics Online อ่านการ์ตูนออนไลน์ อ่านฟรี อ่านดี อ่านสนุก แถมถูกลิขสิทธิ์ด้วย
4. LINE Webtoon คอการ์ตูนไม่มีใครไม่รู้จักชื่อนี้ กับแอปฯ ยอดนิยมจาก LINE ที่แรกเริ่มเดิมทีถูกนำเข้ามาจากเกาหลี และเริ่มต้นแปลการ์ตูนเกาหลีให้คนไทยได้อ่านกันจนติดงอมแงม แถมยังมีเวอร์ชันที่เปิดให้คอมมูนิตี้จากผู้อ่านทางบ้านช่วยกันแปลอีกด้วย
5. WeComics แอปพลิเคชันอ่านการ์ตูนที่มีให้เลือกอ่านหลากหลายรูปแบบหลากหลายแนว นอกจากนี้ บางเรื่องที่มีให้อ่าน ยังถูกนำมาจากซีรีส์เรื่องดังที่ฉายจบไปแล้วอย่าง ปรมาจารย์ลัทธิมาร และ กาลครั้งหนึ่งที่ภูเขาหลิงเจี้ยน ก็มีให้อ่านกันที่นี่ด้วย

Language Skills เรียนภาษาออนไลน์ เพิ่มทักษะสุดเจ๋งให้กับคุณได้ทุกที่ทุกเวลา
6. Duolingo อยากอัพเดรดความสามารถด้านภาษาเราขอแนะนำเว็บนี้เลย เพราะคุณจะได้เรียนรู้ทั้งการพูด การเขียนภาษาต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น อังกฤษ, เยอรมัน, สเปน, ฝรั่งเศส และอื่นๆอีกมากมาย ผ่านรูปแบบการเล่นเกม ทั้งสนุก ทั้งได้ความรู้
7. Memrise อยากเน้นภาษาอังกฤษต้องเว็บนี้ ช่วยฝึกสมองซีกขวาของคุณด้วยเกมส์ “Flash cards” ตามด้วยเกมส์จับคู่ตอบคำถามที่จะช่วยอัพสกิลภาษาอังกฤษให้กับคุณ งานนี้ทั้งสนุกทั้งได้ความรู้แบบจัดเต็มกันไปเลย

ขอบคุณข้อมูลจาก : brandinside.asia / thaiware.com / blog.fwd.co.th
อ้างอิงรูปภาพ : ภาพปก https://unsplash.com/photos/paydk0JcIOQ

7 Application for working people

7 แอปพลิเคชั่น เพื่อคนทำงาน

สมัยนี้ การใช้ชีวิตค่อนข้างจะสะดวกสบาย เพราะความก้าวหน้าของเทคโนโลยีนั้นเอื้อประโยชน์ให้กับชีวิตเรามากมายมหาศาล สารพัดแอปพลิเคชันถูกออกแบบมาให้ใช้งานหลากหลายวัตถุประสงค์ แต่เป้าหมายหลัก ๆ ก็คือเพื่ออำนวยความสะดวกให้กับผู้ใช้งานนั่นเอง

1. แอปพลิเคชันสารพัดจัดการเรื่องเงิน
กิเลสเป็นของคู่กันกับมนุษย์เงินเดือนเพื่อรองรับสังคมไร้เงินสดเต็มรูปแบบ เรื่องเงินคือเรื่องใหญ่ แค่มีแอปฯ ของธนาคารติดสมาร์ทโฟนไว้ ก็ให้ความสะดวกและประโยชน์ไม่ว่าจะใช้เช็กเงินเดือน โอนเงินไปบัญชีนั้นบัญชีนี้ หรือจ่ายเงินค่านู่นค่านี่ได้ง่ายโดยไม่เสียค่าธรรมเนียม และไม่ต้องไปเข้าคิวที่สาขา แต่ทั้งนี้เราก็ควรมีแอปฯ ที่ช่วยบริหารจัดการเงินไม่ให้ใช้จ่ายฟุ่มเฟือยจนเกิดไปด้วย เช่น Piggipo, Money Lover, Spendee, Money Manager Expense & Budget, มีตังค์ เป็นต้น

2. แอปพลิเคชันสำหรับทำงานทุก ๆ ที่
เป็นมนุษย์เงินเดือนจะมีแอปฯ สำหรับทำงานติดเครื่องก็เป็นเรื่องปกติ ในยุคแบบนี้ต้องสามารถทำงานได้จากทุกที่ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนบนโลก ถ้ามีเคสเร่งด่วนขึ้นมาก็ต้องพร้อมทำงานอยู่เสมอทุกที่ทุกเวลา แอปฯ ที่ควรมีติดเครื่องก็ขึ้นอยู่กับว่าทำงานสายงานไหน หากอยู่ในสายสื่อสาร ก็อาจต้องโหลดพวกแอปฯ พจนานุกรมไว้เช็กคำผิด เช็กความหมายคำ สายกราฟิกก็ต้องมีแอปฯ ที่เกี่ยวกับงานออกแบบ งานตัดต่อ สายเอกสารก็ต้องมีพวกแอปฯ ที่ช่วยจัดการเอกสาร เช่น Google Drive, Clear Scanner, Google Docs, Trello, Simplemind, Canva, Royal, Society, Google Translate, Over: Edit Photos & Add Text เป็นต้น

3. แอปพลิเคชัน Video Calling
เพราะรูปแบบการทำงานของมนุษย์เงินเดือนยุคโควิดเปลี่ยนแปลงไป จากที่เคยเรียกประชุมกันที่ห้องประชุมออฟฟิศ กลายเป็นต้องนั่งประชุมอยู่บ้านใครบ้านมัน ซึ่งเราก็จำเป็นต้องปรับตัวตาม แม้จะนั่งทำงานอยู่ที่บ้าน การประชุมหารือกับเพื่อนร่วมงานในทีมก็ยังคงจำเป็นและต้องดำเนินไปตามปกติ ฉะนั้น แอปฯ สำหรับประชุมออนไลน์ หรือพวกแอปฯ  Video Calling จึงกลายเป็นตัวช่วยชั้นดี เช่น Zoom, Skype, Slack, Google Hangouts, LINE, Messenger เป็นต้น

4. แอปพลิเคชัน To Do List
พอเข้าสู่วัยทำงาน หลายคนเริ่มเปลี่ยนมารับบทมนุษย์ขี้ลืม เพราะแต่ละวันมีสิ่งต่าง ๆ ที่ต้องทำมากมายเหลือเกิน จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่บ่อยครั้งเราจะหลงลืมตารางงาน หรือจำสลับช่วงเวลากัน ดังนั้น เพื่อจัดระเบียบชีวิตให้ลงตัวมากที่สุด ก็จำเป็นต้องพึ่งพาเทคโนโลยีที่เขาออกแบบมาให้เราใช้ชีวิตง่ายขึ้น คือแอปฯ ประเภท To Do List ที่มีไว้เพื่อใช้เตือนความจำเรื่องต่าง ๆ และจัดการกับตารางงานต่าง ๆ ได้อย่างสะดวก และง่ายดาย เช่น Todoist, TickTick, Microsoft To Do, Google Tasks, Nozbe, Any.do เป็นต้น

5. แอปพลิเคชันเช็กสภาพอากาศ
ก่อนออกจากบ้าน หรือออฟฟิศก็จะต้องรู้ว่าคุณภาพอากาศภายนอกแย่แค่ไหน ฝุ่นพิษ มลพิษเป็นอย่างไร สภาพอากาศแต่ละที่แดดออก ฝนตก พายุเข้า เลิกงานแล้วฝนจะตกไหม พร้อมพยากรณ์ในอีกหลายวันข้างหน้า พรุ่งนี้ฝนจะตก หรือแดดจะออก อย่าลืมพกร่ม แอปฯ ก็สามารถเช็กได้หมด และมีคำแนะนำด้วยว่าควรต้องทำตัวอย่างไร เพราะสภาพอากาศสัมพันธ์กับสุขภาพ ฉะนั้น ควรจะมีติดเครื่องไว้ดีกว่า เช่น RainViewer: เรดาร์ฝน พยากรณ์อากาศ รายงานสภาพอากาศ, Air Quality, TVIS เป็นต้น

6. แอปพลิเคชันเกี่ยวกับการเดินทาง
ส่วนใหญ่แล้ว มนุษย์เงินเดือนมักจะต้องพึ่งพาระบบขนส่งสาธารณะเป็นหลัก การที่มีแอปฯ ที่เกี่ยวกับระบบขนส่งสาธารณะ แอปฯ แผนที่ และแอปฯ เช็กสภาพจราจร จะช่วยให้การเดินทางสะดวกขึ้นกว่าเดิม การเดินทางไปไหนมาไหนใน ก็จะยุ่งยากน้อยลง ในการทำงานการเดินทางไปถึงตรงเวลานัดหมาย หรือแม้กระทั้งการเข้างานให้ทันเวลาถือเป็นสิ่งสำคัญ จึงจำเป็นอย่างมากที่ต้องรีบไปโหลดแอปฯ เกี่ยวกับการเดินทางติดเครื่องไว้ ไม่ว่าจะรถติด หลงทาง รอรถนาน ต้องขึ้นรถสายไหน เราก็สามารถจัดการชีวิตได้ง่าย และลงตัวขึ้น เช่น ViaBus, Moovit, Bangkok MRT, BTS SkyTrain, ขสมก., รถเมล์ – รวมข้อมูลสายรถเมล์ รถตู้ รถประจำทาง, BMA Live Traffic, Google Map, JS100

7. แอปพลิเคชันบริการต่าง ๆ ของภาครัฐ
หลายคนอาจคาดไม่ถึงเกี่ยวกับแอปฯ ในกลุ่มนี้ แต่ต้องไม่ลืมว่าไม่ว่าเราจะเป็นมนุษย์เงินเดือนขององค์กรภาครัฐ หรือภาคเอกชน เราทุกคนล้วนมีพันธะผูกพันอยู่กับส่วนราชการ ที่แน่ ๆ ก็คือ เรื่องการส่งเงินสมทบประกันสังคม การจ่ายภาษี ฯลฯ ฉะนั้น การมีแอปฯ ที่เป็นบริการต่างของภาครัฐ จะทำให้เราใช้ชีวิตได้สะดวกขึ้นมาก ๆ อย่างแอปฯ ประกันสังคม ก็สามารถเช็กสิทธิประกันสังคม เช็กยอดเงินสมทบ แอปฯ ดำเนินจ่ายภาษี ก็ช่วยให้เราจัดการเรื่องภาษีง่ายขึ้น และแอปฯ ที่ทุกคนน่าจะต้องมีก็คือ แอปฯ เป๋าตัง ที่จะเรียกว่าเป็นแอปฯ อเนกประสงค์ของภาครัฐก็ไม่ผิดเท่าไรนัก เช่น RD Smart Tax, SSO Connect, Smart Labour, เป๋าตัง เป็นต้น

ขอบคุณข้อมูลจาก : tonkit360.com
อ้างอิงรูปภาพ : freepik.com

6 Personal Cyber Security Tips

6 เคล็ดลับ ความปลอดภัยทางไซเบอร์ส่วนบุคคลที่ควรรู้

ในปัจจุบันการรักษาความปลอดภัยทางไซเบอร์มีความสำคัญมากขึ้นเรื่อย ๆ เนื่องจากสมาร์ทโฟน คอมพิวเตอร์ และอุปกรณ์แท็บเล็ต ล้วนเป็นส่วนสำคัญในชีวิตประจำวันของเราเป็นอย่างมาก วันนี้เราจะมานำเสนอ “ 6 เคล็ดลับ ความปลอดภัยทางไซเบอร์ส่วนบุคคล ให้เราป้องกันการใช้งานอุปกรณ์ต่าง ๆ ได้อย่างปลอดภัยมากยิ่งขึ้น

1.ปกป้องข้อมูลส่วนตัว (Protect Personal Identifiable Information)
ไม่ควรทิ้งชื่อ ที่อยู่ พร้อมเบอร์โทรศัพท์เอาไว้ เพื่อชิงโชครางวัลใหญ่ แม้ต้นทางนั้นจะมาจากหน่วยงาน หรือบริษัทที่น่าเชื่อถือแค่ไหน เพราะรางวัลใหญ่ที่คุณจะได้แทนนั้น อาจเป็นบรรดามิจฉาชีพสามารถฉกฉวยข้อมูลของคุณไปใช้ พร้อมสวมรอยเป็นคุณได้ทันทีอย่างแนบเนียน แถมยังอาจจะเจอคนโรคจิตประกบชีวิตของคุณอีกด้วย

2.ตั้งรหัสผ่านให้รัดกุม (Create Strong Passwords)
คุณอาจเคยได้ยินว่ารหัสผ่านที่รัดกุมมีความสำคัญต่อการรักษาความปลอดภัยออนไลน์ ความจริงก็คือรหัสผ่านมีความสำคัญต่อการป้องกันแฮกเกอร์จากข้อมูลของคุณ! ซึ่งรหัสผ่านต่าง ๆ ควรผสมตัวอักษรพิมพ์ใหญ่ สัญลักษณ์ และตัวเลขที่ซับซ้อน และเปลี่ยนรหัสผ่านปีละครั้ง


3.อย่าเปิดเผยข้อมูลทางการเงิน (Not be disclosed Financial Information)
ข้อมูลทางการเงิน เป็นสิ่งที่ไม่ควรเปิดเผยถึงแม้ว่าตัวเลขการเงิน ยอดเงินคงเหลือในบัญชี จะไม่ได้ดูเป็นสิ่งที่ระบุตัวตนอะไรแต่บางครั้ง การมีเลขบัญชีติดมา หรือการพูดถึงทรัพย์สินที่คุณมีอยู่ ก็สามารถทำให้เหล่าแฮคเกอร์ปลอมตัวเป็นคุณ และเข้าถึงบัญชีทรัพย์สินของคุณได้ ดังนั้น เก็บข้อมูลทางการเงินไว้เป็นเรื่องส่วนตัวจะดีที่สุด

4.อัปเดตซอฟต์แวร์อยู่เสมอ และใช้แอนตี้ไวรัส (Keep Software Updated and Use Anti-Virus Protection)
สำหรับทั้งธุรกิจ และผู้บริโภค หนึ่งในเคล็ดลับความปลอดภัยทางไซเบอร์ที่สำคัญที่สุดคือให้อัปเดตซอฟต์แวร์ให้ทันสมัยอยู่เสมอ ทั้งระบบปฏิบัติการ และแอปพลิเคชัน เพราะจะช่วยลบช่องโหว่ที่สำคัญที่แฮ็กเกอร์ใช้ในการเข้าถึงอุปกรณ์ของคุณ

5. สำรองข้อมูลเป็นประจำ (Backup Data Regularly)
การสำรองข้อมูลของคุณเป็นประจำเป็นขั้นตอนที่ถูกมองข้ามในการรักษาความปลอดภัยออนไลน์ส่วนบุคคล แต่โดยพื้นฐานแล้วคุณจะต้องเก็บสำเนาข้อมูลของคุณสามชุดในสื่อสองประเภท คือฮาร์ดไดรฟ์ในเครื่อง และฮาร์ดไดรฟ์ภายนอก ส่วนสำเนาหนึ่งชุดให้เก็บข้อมูลบนคลาวด์

6.อย่าใช้ Wi-Fi สาธารณะ (Don’t Use Public Wi-Fi)
Wi-Fi สาธารณะที่ไม่ใช้ Virtual Private Network (VPN) เพราะการใช้ VPN การรับส่งข้อมูลระหว่างอุปกรณ์ของคุณ และเซิร์ฟเวอร์ VPN จะถูกเข้ารหัส ซึ่งหมายความว่าอาชญากรไซเบอร์จะเข้าถึงข้อมูลของคุณบนอุปกรณ์ได้ยากขึ้นมาก

ด้วยเคล็ดลับความปลอดภัยทางไซเบอร์ส่วนบุคคลทั้ง 6 ข้อนี้ จะช่วยให้คุณตระหนักถึงความปลอดภัยโลกไซเบอร์มากขึ้น

ขอบคุณข้อมูลจาก : cipher.com / thaiware.com
อ้างอิงรูปภาพ : pixabay.com

6 Tips for effective online meetings while Working From Home

6 เคล็ดลับประชุมออนไลน์ให้มีประสิทธิภาพ ในช่วง Work From Home

ช่วง Work From Home แบบนี้ ต้องบอกเลยว่าการประชุมออนไลน์กลายเป็นอีกหนึ่งสิ่งที่สำคัญ และหลีกหนีไม่ได้ ล่าสุด Facebook ได้ปล่อยบทความออกมาใหม่ เป็น New guide เพื่อเป็นแนวทางสำหรับการใช้ Live Video บน Workplace เพื่อการสื่อสารภายในองค์กรผ่านไลฟ์สตรีมมิงอย่างมีประสิทธิภาพ 

ข้อดีของการประชุมออนไลน์ก็มีมากมาย ไม่ว่าจะเป็นการที่จะประชุมเมื่อไหร่ ที่ไหน โดยที่ไม่จำเป็นต้องอยู่ที่เดียวกันก็ได้ จะใช้อุปกรณ์ใดในการเข้าฟังประชุมก็แล้วแต่สะดวก แต่การประชุมออนไลน์นั้น ก็มีข้อจำกัดหลายอย่าง เช่นเมื่อไม่มีปฏิสัมพันธ์กันโดยตรงอาจทำให้หลุดโฟกัสกับการประชุมได้ หรือในบางครั้งการประชุมก็ยืดเยื้อหาข้อสรุปไม่ได้เร็วเท่าการนั่งคุยกันแบบเจอหน้า เป็นต้น 
แล้วจะทำอย่างไรให้การประชุมออนไลน์มีประสิทธิภาพมากขึ้นไม่น้อยกว่าการประชุมแบบปกติวันนี้เรามี 6 เคล็ดลับมานำเสนอ

1. Prepare and plan your messaging เตรียมตัวและวางแผนสิ่งที่จะสื่อสาร

การเตรียมการ และวางแผนในการสื่อสารเป็นสิ่งสำคัญที่สุดไม่ว่าจะเริ่มดำเนินการใด ๆ ก็ตาม และควรวางแผนให้ชัดเจนว่าท็อปปิก และธีมสำคัญที่ต้องการจะสื่อสารออกไปคืออะไร หรือจะวางแผนการง่าย ๆ โดยการสอบถาม หรือทำแบบสำรวจให้คนในทีม เพื่อเป็นการเช็กว่าทุกคนมีประเด็น หรือมีปัญหาตรงไหน จะได้นำมาพูดแลช่วยกันหาทางออกในที่ประชุมได้

หากมีเรื่องอื่นๆ ยิบย่อยที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับคนส่วนมากในที่ประชุมก็เก็บไว้คุยหลังไมค์ หรือเก็บไว้เป็นหัวข้อของอีกประชุมนึงก็ได้ การทำเช่นนี้นอกจากจะเป็นการกระตุ้นการมีส่วนร่วมของผู้เข้าประชุมได้เป็นอย่างดี แถมยังทำให้ทุกคนรู้สึกว่าที่ประชุมเองก็รับฟังความเห็น หรือปัญหาของตนเองอีกด้วย

2. Use all your channels to promote your event ใช้หลายช่องทางในการแจ้งการประชุม
เนื่องจากทุกวันนี้ทุกคนต่างก็ทำงานที่บ้าน และคงมีหลายประชุมต่อวัน อาจทำให้มีหลงลืมกันไปบ้าง แนะนำให้ผู้จัดประชุมใช้ช่องทางอื่น ๆ อาจเป็นการเตือนเข้าไปในกลุ่มแชทต่าง ๆ ก็ได้ แทนการใช้อีเมลเป็นช่องทางหลักเพียงช่องทางเดียวในการนัดประชุม เพื่อให้มั่นใจว่าทุกคนได้รับรู้ถึงประชุมที่จะเกิดขึ้น ที่สำคัญอย่าลืมแจ้งวาระการประชุม และประเด็นที่จะประชุมให้ชัดเจน นอกจากนั้นหากมีสิ่งที่ผู้เข้าร่วมประชุมต้องเตรียมก็ควรแจ้งให้ทราบล่วงหน้า ที่สำคัญที่สุด! ต้องแชร์ลิงก์การประชุมให้ถูกต้องด้วย

3. Prepare your leaders to be more authentic ถามไถ่สารทุกข์สุขดิบผู้ฟัง

เนื่องด้วยสถานการณ์โรคระบาดที่ตึงเครียดก่อนเริ่มประชุมทุกครั้งแนะนำให้หัวหน้าทีมเริ่มจากการถามไถ่ถึงความเป็นอยู่ของทุกคนในทีมก่อน อาจจะถามถึงสุขภาพว่าเป็นอย่างไร ปลอดภัยดีไหม หรือถามว่ามีติดปัญหาตรงไหนหรือเปล่า เพื่อเป็นการเปิดการประชุมที่ดี  การประชุมออนไลน์เช่นนี้ก็จะช่วยให้แต่ละคนสามารถแบ่งปันประสบการณ์ได้แบบเรียลไทม์ไม่ต่างจากการประชุมจริง ๆ เป็นตัวช่วยในการเชื่อมความสัมพันธ์กับคนทีมแม้ต้องอยู่คนละที่ เพื่อจะได้ไม่มีใครต้องรู้สึกโดดเดี่ยวแม้ว่าจะแยกกันทำงานที่บ้าน

4. Engage and monitor your whole audience คอยสังเกต และมีส่วนร่วมกับผู้ฟังเสมอ

หากมีช่วงที่ทุกคนหาคำตอบไม่ได้กับประเด็นนั้นๆ สักที ก็ไม่ควรทิ้งช่วงให้บทสนทนาเงียบไปเฉย ๆ พยายามหาบทสรุป ไม่ก็ทางแก้ปัญหาอื่น ๆ เพื่อให้การประชุมกระชับ และให้ทุกคนได้กลับมามีส่วนร่วมในหัวข้ออื่น ๆ ถึงแม้ว่าจะไม่ได้เห็นสีหน้าท่าทางกัน ในกรณีที่ไม่ใช่การโทรแบบวิดีโอ แต่ก็ควรสังเกตน้ำเสียง การตอบกลับ หรือฟีดแบ็กอื่น ๆ เท่าที่พอสังเกตได้ หรือจะมีแบบสอบถามเกี่ยวกับประเด็นที่ประชุมตามไปทีหลัง เพื่อให้ทราบฟีดแบ็กของทุกคนในที่ร่วมประชุมก็ได้เช่นเดียวกัน

5. Make your content accessible to the widest audience ย่อยสารให้เข้าถึงผู้ฟังง่ายขึ้น

หากในที่ประชุมมีการสื่อสารที่ไม่มีประสิทธิภาพก็อาจทำให้เกิดความเข้าใจที่ไม่ตรงกันได้ เพราะในแต่ละวันหลาย ๆ คนคงไม่ได้เข้าประชุมแค่ครั้งเดียว ทำให้จำนวนสารที่ต้องรับต่อวันนั้นมีอยู่มาก ยิ่งเป็นการประชุมออนไลน์แล้วบางทีก็ไม่สามารถอธิบายให้เห็นภาพได้เท่าเจอกันตัวต่อตัว ที่สำคัญยังต้องคำนึงถึงเวลา เพื่อไม่ให้เกิดการยืดเยื้อมากจนเกินไป จึงต้องย่อยสารให้กระชับ เข้าใจง่าย เพื่อจะได้ไม่เสียเวลาในการประชุม และหลังจากจบประชุมไปแล้วจะได้ไม่ทิ้งข้อสงสัยไว้

6. Continue the conversation หากิจกรรมมาทำร่วมกันในที่ประชุม

เชื่อว่าหลายคนคงจะมีความรู้สึกนี้บ้างไม่มากก็น้อยบางทีแค่ประชุมรัว ๆ อย่างเดียวก็น่าเบื่อ ยิ่งทำงานอยู่ที่บ้านไม่ได้พบเจอพูดคุยกับเพื่อนร่วมงานโต๊ะข้าง ๆ เหมือนตอนที่เข้าบริษัท ก็อาจทำให้เหงากันบ้าง เพราะฉะนั้นควรจะหากิจกรรมเล็ก ๆ น้อย ๆ มาเล่นร่วมกันในที่ประชุม การประชุมจะได้ไม่ตึงเครียดจนเกินไป และเป็นการกระชับความสัมพันธ์ให้แก่สมาชิกทุกคน อาจจะเป็นการเล่นเกมตอบคำถามสั้น ๆ หรือเพิ่ม Session บางอย่างเพื่อให้แต่ละคนได้แชร์หรือเล่าประสบการณ์ในช่วงระหว่างที่ไม่ได้เจอกัน สัปดาห์ละ 1-2 ครั้งก็ยังดี แถมยังเป็นการเติมความสัมพันธ์กับเหล่าเพื่อนร่วมงานให้แน่นแฟ้นเหมือนเดิมได้อีกด้วย เพราะช่วงนี้ทุกคนก็ยังคงต้องอาศัยการประชุมออนไลน์กันไปอีกสักระยะ และนี่ก็เป็นเคล็ดลับเล็กๆ น้อยๆ ให้ลองนำไปปรับใช้กับการประชุมออนไลน์ อาจจะทำให้การประชุมมีประสิทธิภาพ และมีความผ่อนคลายมากขึ้น

ขอบคุณข้อมูลจาก : rainmaker.in.th
อ้างอิงรูปภาพ : facebook.widen.net / freepik.com