SmartReply feature for YouTube Creators

SmartReply ฟีเจอร์ใหม่ ตอบคอมเมนท์ไว ตัวช่วย YouTube Creator

Google ได้เพิ่มฟีเจอร์ใหม่ SmartReply สำหรับช่วยเหล่าครีเอเตอร์ในการตอบคอมเมนท์บน Youtube หลังจากที่ Google ได้ปล่อยฟีเจอร์ SmartReply ให้ผู้ใช้ Gmail ได้สามารถตอบกลับข้อความต่างๆ ได้อย่างสะดวกรวดเร็วมากยิ่งขึ้นเมื่อหลายปีก่อนแล้ว ล่าสุดทางบริษัทฯ ก็ได้ออกมาประกาศว่าได้พัฒนาฟีเจอร์นี้ให้สามารถใช้งานได้บน YouTube ด้วยเช่นกัน

ทาง Google ได้กล่าวว่า “ ถ้าเทียบกับใน Gmail ที่จะต้องคงรูปแบบการเขียนด้วยภาษาที่เป็นทางการแล้ว คอมเมนท์บน YouTube นั้น มีความหลากหลายกว่ามาก ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของการใช้ภาษา, ศัพท์แสลง, ภาษาวิบัติ, การวรรคตอน รวมทั้งการใช้อีโมจิ และการผสมภาษาในคอมเมนท์ต่างๆ ดังนั้นเราจึงต้องทำการบ้านอย่างหนักกันพอสมควรเพื่อพัฒนาให้ AI ของเราสามารถวิเคราะห์ข้อมูล และหาวิธีการตอบกลับคอมเมนท์ต่างๆ ให้ออกมาเป็นธรรมชาติมากที่สุด ”

ตัวอย่างคอมเมนท์บน YouTube

ฉะนั้นฟีเจอร์ SmartReply บน YouTube จะแตกต่างจากของ Gmail เพราะไม่ได้เป็นรูปแบบฟอร์มที่เป็นทางการ แต่จะเป็นภาษาที่มีความเป็นกันเอง และอาจแทรกอีโมจิเพิ่มเข้ามาด้วย เช่น หากมีคอมเมนท์ข้อความพร้อมอีโมจิรูปหัวใจ SmartReply ก็จะแนะนำอีโมจิรูปหัวใจแบบเดียวกันขึ้นมาให้เลือกตอบกลับไปได้

ทางบริษัทฯ คาดหวังว่าฟีเจอร์นี้จะช่วยเพิ่มความสะดวกรวดเร็วให้กับบรรดา YouTube Creator ได้บ้าง เพราะการใช้ SmartReply นั้นจะช่วยประหยัดเวลาในการไล่พิมพ์ตอบคอมเมนท์ค่อนข้างมากเลยทีเดียว ซึ่งจากเดิมที่ต้องไล่พิมพ์ตอบคอมเมนท์เองทีละช่อง และคาดว่าจะเป็นประโยชน์มากกับ YouTube Creator ที่มีผู้ติดตาม และผู้ที่ได้รับคอมเมนท์เป็นจำนวนมาก

อย่างไรก็ตามทาง Google ได้ระบุว่า ฟีเจอร์ SmartReply บน YouTube ยังคงรองรับเพียงแค่ภาษาอังกฤษ และสเปน เท่านั้น แต่ทางบริษัทฯ ก็กำลังเร่งพัฒนาสำหรับภาษาอื่นๆ เพิ่มเติมอยู่เช่นกัน ไม่แน่ว่าเราอาจได้เห็น SmartReply ภาษาไทยกันในเร็วๆ นี้ก็เป็นได้

ขอบคุณข้อมูลจากและภาพจาก : thaiware และ ai.googleblog

Get ready for “Pao Tang” e-wallet application, get money to domestic travel for “Teaw Pun Sook” campaign!

เตรียมพร้อมแอปฯ ‘เป๋าตัง’ ลุ้นรับตังค์ไปกระตุ้นท่องเที่ยวไทยกันกับ ‘เที่ยวปันสุข’

หลังจากที่ ครม.ไฟเขียวเห็นชอบกับ โครงการเที่ยวปันสุข ใน 3 แพ็คเกจ อันได้แก่ 1.แพ็คเกจกำลังใจ 2.แพ็คเกจเราไปเที่ยวกัน และ 3.แพ็คเกจเที่ยวปันสุข ด้วยงบกว่า 2 หมื่นล้านบาท เพื่อกระตุ้นการท่องเที่ยวไทย ในช่วงระยะเวลา 4 เดือน ตั้งแต่วันที่ 1 ก.ค. – 31 ต.ค. 2563

การเตรียมตัวให้พร้อมก่อนลงทะเบียน “เที่ยวปันสุข” ที่จะเปิดให้เริ่มลงทะเบียนในวันที่ 1 กรกฎาคม 2563 นี้ ประชาชนจะต้องเตรียมพร้อมด้วยการดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน เป๋าตัง

โดยมีขั้นตอนการดาวน์โหลด และรายละเอียด ดังนี้

  • ขั้นตอนที่ 1 สำหรับผู้ใช้สมาร์ทโฟนระบบ Android ให้เข้าไปที่ Play Store ส่วนสำหรับผู้ใช้ระบบ iOS ให้เข้าไปที่ App Store แล้วค้นหาคำว่า “เป๋าตัง”  
  • ขั้นตอนที่ 2 เมื่อเปิดแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” จะขึ้นข้อความ “เป๋าตัง ใบใหม่” คลิกคำว่า “ถัดไป”
  • ขั้นตอนที่ 3 กรอก “เบอร์โทรศัพท์” แล้วคลิกคำว่า “ขอรหัส OTP”  จากนั้นจะได้รับรหัส OTP จาก SMS แล้วกรอกลงไป
  • ขั้นตอนที่ 4 เข้าสู่หน้า “ข้อตกลงและเงื่อนไข” ให้อ่านรายละเอียด เสร็จแล้วคลิกเครื่องหมายถูกหน้าข้อความ ยอมรับเงื่อนไขการใช้บริการ แล้วคลิกคำว่า “ตกลง”  จากนั้นให้ตั้งรหัส PIN จำนวน 6 หลัก เพื่อการเข้าใช้งานแอปพลิเคชันเป๋าตัง

“เป๋าตัง” เป็นแอปพลิเคชันกระเป๋าตังค์อิเล็กทรอนิกส์ หรือ อี-วอลเล็ท ของทาง ธนาคารกรุงไทย ซึ่งเริ่มให้บริการและมีบทบาทสำคัญในการแจกจ่ายเงินจากรัฐฯ ถึงประชาชนในมาตรการ “ชิม ช้อป ใช้” โดยครั้งนี้คาดว่าจะได้นำกลับมาใช้เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับประชาชนอีกครั้งในการเป็นสื่อกลางรับเงิน E-Voucher มาตรการ “เที่ยวปันสุข”

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายลวรณ แสงสนิท ผู้อำนวยการเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เปิดเผยถึง แนวทางการลงทะเบียนใช้สิทธิ์ตามมาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยวในประเทศโดยจะแบ่งเป็น 3 แพ็คเกจคือ เที่ยวปันสุข, กำลังใจ และเราไปเที่ยวกัน ในการประชุมหารือร่วมกับการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) และ ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ถึงแนวทางการลงทะเบียนใช้สิทธิ์ตามมาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยวในประเทศ เมื่อวันที่ 19 มิถุนายน ที่ผ่านมานั้น ยังไม่ได้ข้อสรุปที่ชัดเจนเกี่ยวกับวิธีการลงทะเบียนดังกล่าว จึงได้ให้ ททท. กลับไปพิจารณาขั้นตอนการลงทะเบียนให้เหมาะสมมากขึ้นอีกครั้ง ก่อนสรุปเพื่อนำเสนอให้ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาในวันที่ 30 มิถุนายนนี้ เพื่อให้ทันเปิดลงทะเบียนในวันที่ 1 กรกฎาคม 2563 ต่อไป 

นายลวรณ กล่าวว่า “การลงทะเบียนต่าง ๆ ต้องไม่ซับซ้อน ระบบจะเชื่อมโยงกันให้ประชาชนที่มีสิทธิ์ลงทะเบียนและรอรับสิทธิ์ไปใช้ได้เลย ขณะที่ร้านค้า หรือโรงแรมต้องใช้ง่าย ข้อมูลจะลิ้งค์กันหมด โดยไม่ต้องคอนเฟิร์มกันไปมาให้ยุ่งยาก ซึ่งทั้งหมดต้องให้ทุกฝ่ายสะดวกที่สุด แต่ทุกอย่างต้องอยู่ภายใต้กรอบที่ ครม.อนุมัติไปก่อนหน้านี้แล้วทั้งหมด” 

สำหรับแพ็คเกจกระตุ้นการท่องเที่ยวทั้ง กำลังใจ เที่ยวปันสุข และเราไปเที่ยวกัน มีความแตกต่างกันดังนี้

  • แพ็คเกจแรก “กำลังใจ” จัดทำขึ้นเพื่อตอบแทนบุคลากรแนวหน้าในการรับมือโควิด-19 งานนี้อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) และเจ้าหน้าที่โรงพยาบาล ส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) รวม 1.2 ล้านคน เตรียมแพคกระเป๋ารอเที่ยวฟรีผ่านบริษัทนำเที่ยว 13,000 ราย  โดยแจ้งความจำนงค์ ลงทะเบียนรับสิทธิ์ 1 คน 1 สิทธิ์ (ครอบครัวไม่เกี่ยว) ในการท่องเที่ยวและศึกษาดูงานต่างจังหวัดฟรี ซึ่งบริษัทนำเที่ยวในแต่ละจังหวัด จะออกแบบแพ็คเกจนำเที่ยว 2 วัน 1 คืน ไม่เกิน 2,000 บาท ซึ่งสามารถลงทะเบียนเข้าจองได้ผ่านแพลตฟอร์ม ธนาคารกรุงไทย ซึ่งโครงการนี้รัฐใช้งบ 2,400 ล้านบาท คาดว่าจะเกิดรายได้หมุนเวียนอย่างน้อย 6,500 ล้านบาท
  • แพ็คเกจที่สอง ”เราไปเที่ยวกัน” รัฐบาลสนับสนุนส่วนลดค่าที่พัก รวมสูงสุด 18,000 บาท ในลักษณะร่วมจ่าย (co-pay) 1 คนได้รับ 1 สิทธิ์ เพื่อจองห้องพักที่รัฐจะช่วยจ่ายค่าห้องพัก 40% ต่อคืน แต่สูงสุดไม่เกิน 3,000 บาทต่อคืน และจองได้ไม่เกิน 5 คืน (หรือสูงสุดไม่เกิน 1,5000 บาทต่อ 5 คืน)   รวมทั้งสนับสนุนค่าอาหาร และค่าใช้จ่ายสถานที่ท่องเที่ยวที่เข้าร่วมโครงการโดยจะได้รับ “แจกเงินเที่ยว” หรือบัตรกำนัลดิจิทัล (อี-เวาเชอร์) จำนวน 600 บาทต่อคืน ซึ่งรัฐจะโอนให้ผ่านทางแอพพลิเคชั่น “เป๋าตัง” ของธนาคารกรุงไทย เพื่อให้นำไปใช้จ่ายในกิจกรรมด้านการท่องเที่ยวอื่นๆ โดยสามารถใช้ อี-เวาเชอร์ ได้ตั้งแต่วันที่เช็คอิน จนถึงวันที่เช็คเอาท์ (23.59น.) เท่านั้น (ไม่สามารถกดเป็นเงินสดออกมาได้) แต่หากพบว่าไม่ได้ใช้เงิน 600 บาทต่อคืนก้อนนี้ รัฐก็จะยึดเงินกลับคืนระบบทันที ที่สำคัญต้องไปเที่ยวในจังหวัดที่ตนเองไม่ได้มีทะเบียนบ้านอยู่
  • แพ็คเกจสุดท้าย “เที่ยวปันสุข” รัฐบาลสนับสนุนการเดินทางของประชาชน เป็นส่วนลดค่าตั๋วบิน ค่ารถเช่า ไม่น้อยกว่า 2 ล้านคน โดยการจำหน่ายบัตรโดยสารของผู้ประกอบการขนส่งด้านการท่องเที่ยว ผ่าน 3 กลุ่ม คือ สายการบินในประเทศ รถขนส่งไม่ประจำทางข้ามจังหวัด และรถเช่า รัฐจะช่วยจ่ายในอัตรา 40% ของราคาค่าบัตรโดยสาร แต่สูงสุดไม่เกิน 1,000 บาท โดยให้ 1 คนต่อ 1 สิทธิ์ วงเงินรวม 2,000 ล้านบาท

ทั้งนี้ นักท่องเที่ยวที่เข้าจองที่พักในแพ็กเกจ “เราไปเที่ยวกัน” จะได้รับสิทธิ์พิเศษจองบัตรโดยสารเครื่องบิน ทั้งขาไป-ขากลับ ในราคาสุดคุ้ม 2,500 บาท จากแพ็กเกจ “เที่ยวปันสุข” เพิ่มทันทีอีก 1 สิทธิ์ โดยสิทธิพิเศษนี้เป็นโครงการเสริมเพิ่มเติมเข้ามาโดยการร่วมมือกันระหว่างแพ็กเกจ “เราไปเที่ยวกัน” และโครงการ “เที่ยวปันสุข”

ขอบคุณข้อมูลจาก : thebangkokinsight, today.line และ เพจบัตรสวัสดิการเเห่งรัฐ

Thailand has launched the “Thai Chana” online platform for registration of merchants.

เศรษฐกิจไทยได้ก้าวต่อ เปิดตัวแพลตฟอร์มลงทะเบียนร้านค้าผ่านเว็บไซต์ ไทยชนะ.com

เมื่อวันที่ 16 พฤษภาคม 2563 ที่ผ่านมา ศบค. ได้เปิดตัวแพลตฟอร์มชื่อว่า “ไทยชนะ” เพื่อให้ร้านค้าใช้รับลงทะเบียนลูกค้า สำหรับการเข้า-ออกใช้บริการร้านค้าต่าง ๆ ในช่วงผ่อนคลายมาตรการตามข้อกำหนดฯ ที่ได้ประกาศไปเมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม 2563 ซึ่งดูแลโดยธนาคารกรุงไทย

เว็บไซต์ www.ไทยชนะ.com หรือ www.thaichana.com มีประกาศกำหนดการเปิดให้ใช้งานระบบการลงทะเบียนกิจการและกิจกรรมได้ ตั้งแต่วันอาทิตย์ที่ 17 พฤษภาคม 2563 เวลา 06.00 น. และได้มีคู่มือการใช้งาน สำหรับผู้ประกอบการลงทะเบียน และวิธีการสแกน QR ให้ด้วย

“ไทยชนะ” ทำอะไรได้บ้าง?  ระบบดังกล่าวได้มีการให้ร้านค้าลงทะเบียนประเภทร้านค้า, ชื่อ, ที่ตั้ง, ข้อมูลผู้ติดต่อ(มีการตรวจสอบเลขประจำตัวประชาชน และรหัสประจำบัตร คล้ายกับโครงการเราไม่ทิ้งกัน) และมีแบบประเมินความพร้อมในการให้บริการของร้าน เมื่อกรอกข้อมูลครบถ้วน ระบบจะสร้าง QR code และข้อมูลโดยสังเขป พร้อมรหัสประจำร้าน เพื่อให้ลูกค้าใช้โทรศัพท์มือถือเข้าถึงระบบฯ ได้ต่อไป สำหรับลูกค้าผู้ใช้บริการ ลูกค้าสามารถสแกน QR code ที่ระบบได้สร้างขึ้น เพื่อเข้าสู่เว็บไซต์ไทยชนะ แล้วกดเข้าร้าน (Check-in) เมื่อกรอกหมายเลขโทรศัพท์ของลูกค้าเสร็จจะขึ้นหน้า จอแสดงยืนยันการเข้าร้าน ซึ่งระบุเวลาลงทะเบียน และเมื่อจะออกจากร้าน ลูกค้าจะต้องสแกน QR code เดิม เลือกออกจากร้าน (Check-out) ระบบจะให้ประเมินร้าน โดยระบุเวลาที่ใช้บริการ และการทำตามมาตรการฯ ของร้านค้า เมื่อประเมินเสร็จ ระบบจะแสดงผลการประเมินพร้อมระบุเวลาออกเช่นกัน

ภาพแสดงขั้นตอนการลงทะเบียนกิจการ/กิจกรรม ผ่าน www.ไทยชนะ.com จาก คู่มือการใช้งานโดย ศบค.

ขอบคุณข้อมูลจาก : blognone และ thaichana

5 New Normal Post COVID-19 for Marketing

5 ปรากฏการณ์ใหม่ ของโลกการตลาดหลังโรคโควิด-19

มาตรการและความคิดที่จะป้องกันและรับมือกับการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 นี้จะส่งผลต่อพฤติกรรมที่เปลี่ยนไป ทั้งในช่วงระหว่างและหลังการแพร่ระบาด ที่เรียกกันว่า “New normal” โดยสรุปเป็น 5 ข้อดังนี้

1. โลกจะถูกขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี
โดยเทคโนโลยีจะทำลาย (Disrupt) รูปแบบธุรกิจแบบเดิมๆ ที่ไม่สามารถปรับตัวให้ทันต่อพฤติกรรมที่เปลี่ยนแปลงไปของผู้บริโภคได้ อาทิ การเรียนการสอนออนไลน์ แรงงานคนจะถูกทดแทนด้วยเทคโนโลยีและหุ่นยนต์มากขึ้น ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงกับแรงงานและหน่วยงานอุตสาหกรรมต่างๆ

2. การซื้อขายออนไลน์จะเติบโตขึ้น
เนื่องจากวิกฤติทำให้ผู้บริโภคเลือกที่จะทำการซื้อขายออนไลน์มากขึ้น ซึ่งเทคโนโลยีจะเชื่อมให้ผู้ผลิตต้นทางติดต่อได้โดยตรงกับผู้ซื้อปลายทาง เช่นเดียวกับความคิด From-farm-to-table จากฟาร์มสู่โต๊ะอาหาร พ่อค้าคนกลางจะถูกลดบทบาทความสำคัญลง แต่ตลาดออนไลน์และการส่งสินค้าจะเติบโตขึ้น อาทิ การโพสต์ขายสินค้าในกลุ่มสมาชิกต่างๆ ในไลน์หรือเฟซบุ๊ค

3. การซื้อสินค้าและบริการด้วยเหตุผล
เนื่องจากเศรษฐกิจที่ฝืดเคืองและวิกฤติครั้งนี้ทำให้ผู้คนรับรู้ได้ว่าสิ่งที่มีความจำเป็นในชีวิตและสิ่งของอะไรที่ฟุ่มเฟือย ดังนั้นการจับจ่ายใช้สอยด้วยเหตุผลจะเป็นที่นิยมมากกว่าอารมณ์ อาทิ การซื้อที่อยู่อาศัยที่จะเน้นความคุ้มค่ามากกว่าความสวยงามและราคาที่เกินจริง สินค้าและบริการที่ฟุ่มเฟือยจะถูกลดลงและเปลี่ยนมาเป็นเงินออม เช่น สินค้าเครื่องประดับราคาแพง ร้านอาหารและคาเฟ่

4. สังคมปลอดเชื้อ
แนวคิดและแนวทางปฏิบัติในที่สาธารณะ จะมีมาตรการป้องกันและตรวจหาเชื้อโรคเพื่อป้องกันการระบาดของโรคอื่นๆ ในอนาคต อาทิ การรณรงค์เรื่องความสะอาดถูกสุขอนามัยในที่สาธารณะ การตรวจเช็คป้องกันคนไม่สบายในการร่วมกิจกรรมสาธารณะ หรือเดินทางด้วยขนส่งมวลชนสาธารณะและระหว่างประเทศ การทำความสะอาดและการฆ่าเชื้อในสถานที่สาธารณะจะมีความเข้มข้นขึ้น กิจกรรมรวมตัวในที่สาธารณะ เช่น คอนเสิร์ต การชุมนุม จะมีมาตรการสาธารณสุขใหม่ๆ มารองรับ

5. กิจกรรมบริการจะมีความเป็นส่วนตัวมากขึ้น
กิจกรรมบริการ อาทิ บริการนวด การเสริมสวย การพบแพทย์หรือรับยาออนไลน์ โดยผ่านการนัดหมายเวลาเพื่อป้องกันการรวมตัวกันโดยไม่จำเป็น เพราะนอกจากเวลาจะเป็นสิ่งที่มีค่าแล้ว ความเสี่ยงในการรวมตัวกันจะถูกลดโดยการนัดหมายด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัย

ขอบคุณข้อมูลจาก : bangkokbiznews