7 Application for working people

7 แอปพลิเคชั่น เพื่อคนทำงาน

สมัยนี้ การใช้ชีวิตค่อนข้างจะสะดวกสบาย เพราะความก้าวหน้าของเทคโนโลยีนั้นเอื้อประโยชน์ให้กับชีวิตเรามากมายมหาศาล สารพัดแอปพลิเคชันถูกออกแบบมาให้ใช้งานหลากหลายวัตถุประสงค์ แต่เป้าหมายหลัก ๆ ก็คือเพื่ออำนวยความสะดวกให้กับผู้ใช้งานนั่นเอง

1. แอปพลิเคชันสารพัดจัดการเรื่องเงิน
กิเลสเป็นของคู่กันกับมนุษย์เงินเดือนเพื่อรองรับสังคมไร้เงินสดเต็มรูปแบบ เรื่องเงินคือเรื่องใหญ่ แค่มีแอปฯ ของธนาคารติดสมาร์ทโฟนไว้ ก็ให้ความสะดวกและประโยชน์ไม่ว่าจะใช้เช็กเงินเดือน โอนเงินไปบัญชีนั้นบัญชีนี้ หรือจ่ายเงินค่านู่นค่านี่ได้ง่ายโดยไม่เสียค่าธรรมเนียม และไม่ต้องไปเข้าคิวที่สาขา แต่ทั้งนี้เราก็ควรมีแอปฯ ที่ช่วยบริหารจัดการเงินไม่ให้ใช้จ่ายฟุ่มเฟือยจนเกิดไปด้วย เช่น Piggipo, Money Lover, Spendee, Money Manager Expense & Budget, มีตังค์ เป็นต้น

2. แอปพลิเคชันสำหรับทำงานทุก ๆ ที่
เป็นมนุษย์เงินเดือนจะมีแอปฯ สำหรับทำงานติดเครื่องก็เป็นเรื่องปกติ ในยุคแบบนี้ต้องสามารถทำงานได้จากทุกที่ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนบนโลก ถ้ามีเคสเร่งด่วนขึ้นมาก็ต้องพร้อมทำงานอยู่เสมอทุกที่ทุกเวลา แอปฯ ที่ควรมีติดเครื่องก็ขึ้นอยู่กับว่าทำงานสายงานไหน หากอยู่ในสายสื่อสาร ก็อาจต้องโหลดพวกแอปฯ พจนานุกรมไว้เช็กคำผิด เช็กความหมายคำ สายกราฟิกก็ต้องมีแอปฯ ที่เกี่ยวกับงานออกแบบ งานตัดต่อ สายเอกสารก็ต้องมีพวกแอปฯ ที่ช่วยจัดการเอกสาร เช่น Google Drive, Clear Scanner, Google Docs, Trello, Simplemind, Canva, Royal, Society, Google Translate, Over: Edit Photos & Add Text เป็นต้น

3. แอปพลิเคชัน Video Calling
เพราะรูปแบบการทำงานของมนุษย์เงินเดือนยุคโควิดเปลี่ยนแปลงไป จากที่เคยเรียกประชุมกันที่ห้องประชุมออฟฟิศ กลายเป็นต้องนั่งประชุมอยู่บ้านใครบ้านมัน ซึ่งเราก็จำเป็นต้องปรับตัวตาม แม้จะนั่งทำงานอยู่ที่บ้าน การประชุมหารือกับเพื่อนร่วมงานในทีมก็ยังคงจำเป็นและต้องดำเนินไปตามปกติ ฉะนั้น แอปฯ สำหรับประชุมออนไลน์ หรือพวกแอปฯ  Video Calling จึงกลายเป็นตัวช่วยชั้นดี เช่น Zoom, Skype, Slack, Google Hangouts, LINE, Messenger เป็นต้น

4. แอปพลิเคชัน To Do List
พอเข้าสู่วัยทำงาน หลายคนเริ่มเปลี่ยนมารับบทมนุษย์ขี้ลืม เพราะแต่ละวันมีสิ่งต่าง ๆ ที่ต้องทำมากมายเหลือเกิน จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่บ่อยครั้งเราจะหลงลืมตารางงาน หรือจำสลับช่วงเวลากัน ดังนั้น เพื่อจัดระเบียบชีวิตให้ลงตัวมากที่สุด ก็จำเป็นต้องพึ่งพาเทคโนโลยีที่เขาออกแบบมาให้เราใช้ชีวิตง่ายขึ้น คือแอปฯ ประเภท To Do List ที่มีไว้เพื่อใช้เตือนความจำเรื่องต่าง ๆ และจัดการกับตารางงานต่าง ๆ ได้อย่างสะดวก และง่ายดาย เช่น Todoist, TickTick, Microsoft To Do, Google Tasks, Nozbe, Any.do เป็นต้น

5. แอปพลิเคชันเช็กสภาพอากาศ
ก่อนออกจากบ้าน หรือออฟฟิศก็จะต้องรู้ว่าคุณภาพอากาศภายนอกแย่แค่ไหน ฝุ่นพิษ มลพิษเป็นอย่างไร สภาพอากาศแต่ละที่แดดออก ฝนตก พายุเข้า เลิกงานแล้วฝนจะตกไหม พร้อมพยากรณ์ในอีกหลายวันข้างหน้า พรุ่งนี้ฝนจะตก หรือแดดจะออก อย่าลืมพกร่ม แอปฯ ก็สามารถเช็กได้หมด และมีคำแนะนำด้วยว่าควรต้องทำตัวอย่างไร เพราะสภาพอากาศสัมพันธ์กับสุขภาพ ฉะนั้น ควรจะมีติดเครื่องไว้ดีกว่า เช่น RainViewer: เรดาร์ฝน พยากรณ์อากาศ รายงานสภาพอากาศ, Air Quality, TVIS เป็นต้น

6. แอปพลิเคชันเกี่ยวกับการเดินทาง
ส่วนใหญ่แล้ว มนุษย์เงินเดือนมักจะต้องพึ่งพาระบบขนส่งสาธารณะเป็นหลัก การที่มีแอปฯ ที่เกี่ยวกับระบบขนส่งสาธารณะ แอปฯ แผนที่ และแอปฯ เช็กสภาพจราจร จะช่วยให้การเดินทางสะดวกขึ้นกว่าเดิม การเดินทางไปไหนมาไหนใน ก็จะยุ่งยากน้อยลง ในการทำงานการเดินทางไปถึงตรงเวลานัดหมาย หรือแม้กระทั้งการเข้างานให้ทันเวลาถือเป็นสิ่งสำคัญ จึงจำเป็นอย่างมากที่ต้องรีบไปโหลดแอปฯ เกี่ยวกับการเดินทางติดเครื่องไว้ ไม่ว่าจะรถติด หลงทาง รอรถนาน ต้องขึ้นรถสายไหน เราก็สามารถจัดการชีวิตได้ง่าย และลงตัวขึ้น เช่น ViaBus, Moovit, Bangkok MRT, BTS SkyTrain, ขสมก., รถเมล์ – รวมข้อมูลสายรถเมล์ รถตู้ รถประจำทาง, BMA Live Traffic, Google Map, JS100

7. แอปพลิเคชันบริการต่าง ๆ ของภาครัฐ
หลายคนอาจคาดไม่ถึงเกี่ยวกับแอปฯ ในกลุ่มนี้ แต่ต้องไม่ลืมว่าไม่ว่าเราจะเป็นมนุษย์เงินเดือนขององค์กรภาครัฐ หรือภาคเอกชน เราทุกคนล้วนมีพันธะผูกพันอยู่กับส่วนราชการ ที่แน่ ๆ ก็คือ เรื่องการส่งเงินสมทบประกันสังคม การจ่ายภาษี ฯลฯ ฉะนั้น การมีแอปฯ ที่เป็นบริการต่างของภาครัฐ จะทำให้เราใช้ชีวิตได้สะดวกขึ้นมาก ๆ อย่างแอปฯ ประกันสังคม ก็สามารถเช็กสิทธิประกันสังคม เช็กยอดเงินสมทบ แอปฯ ดำเนินจ่ายภาษี ก็ช่วยให้เราจัดการเรื่องภาษีง่ายขึ้น และแอปฯ ที่ทุกคนน่าจะต้องมีก็คือ แอปฯ เป๋าตัง ที่จะเรียกว่าเป็นแอปฯ อเนกประสงค์ของภาครัฐก็ไม่ผิดเท่าไรนัก เช่น RD Smart Tax, SSO Connect, Smart Labour, เป๋าตัง เป็นต้น

ขอบคุณข้อมูลจาก : tonkit360.com
อ้างอิงรูปภาพ : freepik.com

Google has launched a new “Find Food Support” website to help you locate local US food banks

Find Food Support เว็บไซต์ใหม่ของ Google ช่วยค้นหาธนาคารอาหารในสหรัฐฯ

ในปี 2020 สหรัฐฯ มีประชาชน 45 ล้านคนที่ไม่สามารถเข้าถึงอาหารราคาไม่แพงได้รวมถึงเด็กที่ไม่ได้รับอาหารกลางวันจากโรงเรียน ซึ่งเพิ่มขึ้นจากปี 2019 ถึง 30% และคาดการณ์ว่าปี 2021 จะลดลงเล็กน้อยเหลือ 42 ล้านคน โดยเป็นเด็ก 13 ล้านคน และหนึ่งในนั้น 25% เป็นคนผิวดำ

ธนาคารอาหาร (Food bank) เป็นสถานสงเคราะห์ที่สนับสนุนอาหารแจกฟรีให้แก่ผู้ยากจนหรือคนไร้บ้าน ถ้าในโซนเอเชียก็จะประมาณโรงเจหรือโรงทานนั่นเอง ส่วนตู้กับข้าว (Food pantry) นั่นก็คือตู้ปันสุขในบ้านเราที่ใช้แจกแบ่งปันอาหารแก่ผู้ยากไร้ และโปรแกรมอาหารกลางวันของโรงเรียนจะช่วยจัดหาอาหารให้กับนักเรียนโดยไม่มีค่าใช้จ่ายในช่วงที่โรงเรียนปิดเนื่องจากการแพร่ระบาดของโควิด 19 ในสหรัฐฯ

ล่าสุดกูเกิล (Google) ได้เปิดตัวเว็บไซต์ Find Food Support สำหรับให้บริการค้นหาแหล่งอาหารแจกฟรีและราคาไม่แพงที่อยู่ใกล้แก่ผู้คนในสหรัฐฯ เนื่องจากการระบาดใหญ่ของโควิด 19 ส่งผลให้ผู้คนตกงานหรือรายได้ลดลงจนกลายเป็นผู้หิวโหยที่ขาดแคลนอาหารเป็นจำนวนมาก โดยให้กรอกที่อยู่เพื่อค้นหา จากนั้นจะแสดงแผนที่ Google Maps บอกตำแหน่งธนาคารอาหาร​ ตู้กับข้าว และโปรแกรมอาหารกลางวันของโรงเรียนที่อยู่ใกล้ พร้อมด้วยเวลาเปิดให้บริการหรือมีเบอร์โทรให้ติดต่อก่อนจะเข้าไป

นอกจากนี้เว็บไซต์ยังช่วยเป็นตัวกลางเชิญชวนให้ผู้ที่ต้องการบริจาคอาหารสามารถร่วมเติมอาหารหรือเปิดตู้กับข้าวแจกอาหารได้ โดยมีอาสาสมัครในการจัดทำอาหาร ส่งอาหาร และเก็บกวาดเศษอาหารเพื่อไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม อีกทั้งยังช่วยขอรับบริจาควัตถุดิบจากเกษตรกรสำหรับการปรุงหรือผลิตอาหารอีกด้วย

โครงการนี้เป็นความร่วมมือระหว่างกูเกิ้ล, องค์กรการกุศล No Kid Hungry Organization ที่ช่วยจัดหาอาหารให้กับเด็กยากไร้และกระทรวงเกษตรของสหรัฐอเมริกา (USDA) ซึ่งเว็บไซต์จะใส่สถานที่แหล่งอาหาร 90,000 แห่งพร้อมด้วยอาหารฟรีที่แจกจ่ายทั่ว 50 รัฐและเพิ่มสถานที่ใหม่ ๆ เพิ่มเติมอีกในอนาคต

ขอบคุณข้อมูลจาก : beartai.com
อ้างอิงรูปภาพ : findfoodsupport.withgoogle.com / engadget.com

6 Tips for effective online meetings while Working From Home

6 เคล็ดลับประชุมออนไลน์ให้มีประสิทธิภาพ ในช่วง Work From Home

ช่วง Work From Home แบบนี้ ต้องบอกเลยว่าการประชุมออนไลน์กลายเป็นอีกหนึ่งสิ่งที่สำคัญ และหลีกหนีไม่ได้ ล่าสุด Facebook ได้ปล่อยบทความออกมาใหม่ เป็น New guide เพื่อเป็นแนวทางสำหรับการใช้ Live Video บน Workplace เพื่อการสื่อสารภายในองค์กรผ่านไลฟ์สตรีมมิงอย่างมีประสิทธิภาพ 

ข้อดีของการประชุมออนไลน์ก็มีมากมาย ไม่ว่าจะเป็นการที่จะประชุมเมื่อไหร่ ที่ไหน โดยที่ไม่จำเป็นต้องอยู่ที่เดียวกันก็ได้ จะใช้อุปกรณ์ใดในการเข้าฟังประชุมก็แล้วแต่สะดวก แต่การประชุมออนไลน์นั้น ก็มีข้อจำกัดหลายอย่าง เช่นเมื่อไม่มีปฏิสัมพันธ์กันโดยตรงอาจทำให้หลุดโฟกัสกับการประชุมได้ หรือในบางครั้งการประชุมก็ยืดเยื้อหาข้อสรุปไม่ได้เร็วเท่าการนั่งคุยกันแบบเจอหน้า เป็นต้น 
แล้วจะทำอย่างไรให้การประชุมออนไลน์มีประสิทธิภาพมากขึ้นไม่น้อยกว่าการประชุมแบบปกติวันนี้เรามี 6 เคล็ดลับมานำเสนอ

1. Prepare and plan your messaging เตรียมตัวและวางแผนสิ่งที่จะสื่อสาร

การเตรียมการ และวางแผนในการสื่อสารเป็นสิ่งสำคัญที่สุดไม่ว่าจะเริ่มดำเนินการใด ๆ ก็ตาม และควรวางแผนให้ชัดเจนว่าท็อปปิก และธีมสำคัญที่ต้องการจะสื่อสารออกไปคืออะไร หรือจะวางแผนการง่าย ๆ โดยการสอบถาม หรือทำแบบสำรวจให้คนในทีม เพื่อเป็นการเช็กว่าทุกคนมีประเด็น หรือมีปัญหาตรงไหน จะได้นำมาพูดแลช่วยกันหาทางออกในที่ประชุมได้

หากมีเรื่องอื่นๆ ยิบย่อยที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับคนส่วนมากในที่ประชุมก็เก็บไว้คุยหลังไมค์ หรือเก็บไว้เป็นหัวข้อของอีกประชุมนึงก็ได้ การทำเช่นนี้นอกจากจะเป็นการกระตุ้นการมีส่วนร่วมของผู้เข้าประชุมได้เป็นอย่างดี แถมยังทำให้ทุกคนรู้สึกว่าที่ประชุมเองก็รับฟังความเห็น หรือปัญหาของตนเองอีกด้วย

2. Use all your channels to promote your event ใช้หลายช่องทางในการแจ้งการประชุม
เนื่องจากทุกวันนี้ทุกคนต่างก็ทำงานที่บ้าน และคงมีหลายประชุมต่อวัน อาจทำให้มีหลงลืมกันไปบ้าง แนะนำให้ผู้จัดประชุมใช้ช่องทางอื่น ๆ อาจเป็นการเตือนเข้าไปในกลุ่มแชทต่าง ๆ ก็ได้ แทนการใช้อีเมลเป็นช่องทางหลักเพียงช่องทางเดียวในการนัดประชุม เพื่อให้มั่นใจว่าทุกคนได้รับรู้ถึงประชุมที่จะเกิดขึ้น ที่สำคัญอย่าลืมแจ้งวาระการประชุม และประเด็นที่จะประชุมให้ชัดเจน นอกจากนั้นหากมีสิ่งที่ผู้เข้าร่วมประชุมต้องเตรียมก็ควรแจ้งให้ทราบล่วงหน้า ที่สำคัญที่สุด! ต้องแชร์ลิงก์การประชุมให้ถูกต้องด้วย

3. Prepare your leaders to be more authentic ถามไถ่สารทุกข์สุขดิบผู้ฟัง

เนื่องด้วยสถานการณ์โรคระบาดที่ตึงเครียดก่อนเริ่มประชุมทุกครั้งแนะนำให้หัวหน้าทีมเริ่มจากการถามไถ่ถึงความเป็นอยู่ของทุกคนในทีมก่อน อาจจะถามถึงสุขภาพว่าเป็นอย่างไร ปลอดภัยดีไหม หรือถามว่ามีติดปัญหาตรงไหนหรือเปล่า เพื่อเป็นการเปิดการประชุมที่ดี  การประชุมออนไลน์เช่นนี้ก็จะช่วยให้แต่ละคนสามารถแบ่งปันประสบการณ์ได้แบบเรียลไทม์ไม่ต่างจากการประชุมจริง ๆ เป็นตัวช่วยในการเชื่อมความสัมพันธ์กับคนทีมแม้ต้องอยู่คนละที่ เพื่อจะได้ไม่มีใครต้องรู้สึกโดดเดี่ยวแม้ว่าจะแยกกันทำงานที่บ้าน

4. Engage and monitor your whole audience คอยสังเกต และมีส่วนร่วมกับผู้ฟังเสมอ

หากมีช่วงที่ทุกคนหาคำตอบไม่ได้กับประเด็นนั้นๆ สักที ก็ไม่ควรทิ้งช่วงให้บทสนทนาเงียบไปเฉย ๆ พยายามหาบทสรุป ไม่ก็ทางแก้ปัญหาอื่น ๆ เพื่อให้การประชุมกระชับ และให้ทุกคนได้กลับมามีส่วนร่วมในหัวข้ออื่น ๆ ถึงแม้ว่าจะไม่ได้เห็นสีหน้าท่าทางกัน ในกรณีที่ไม่ใช่การโทรแบบวิดีโอ แต่ก็ควรสังเกตน้ำเสียง การตอบกลับ หรือฟีดแบ็กอื่น ๆ เท่าที่พอสังเกตได้ หรือจะมีแบบสอบถามเกี่ยวกับประเด็นที่ประชุมตามไปทีหลัง เพื่อให้ทราบฟีดแบ็กของทุกคนในที่ร่วมประชุมก็ได้เช่นเดียวกัน

5. Make your content accessible to the widest audience ย่อยสารให้เข้าถึงผู้ฟังง่ายขึ้น

หากในที่ประชุมมีการสื่อสารที่ไม่มีประสิทธิภาพก็อาจทำให้เกิดความเข้าใจที่ไม่ตรงกันได้ เพราะในแต่ละวันหลาย ๆ คนคงไม่ได้เข้าประชุมแค่ครั้งเดียว ทำให้จำนวนสารที่ต้องรับต่อวันนั้นมีอยู่มาก ยิ่งเป็นการประชุมออนไลน์แล้วบางทีก็ไม่สามารถอธิบายให้เห็นภาพได้เท่าเจอกันตัวต่อตัว ที่สำคัญยังต้องคำนึงถึงเวลา เพื่อไม่ให้เกิดการยืดเยื้อมากจนเกินไป จึงต้องย่อยสารให้กระชับ เข้าใจง่าย เพื่อจะได้ไม่เสียเวลาในการประชุม และหลังจากจบประชุมไปแล้วจะได้ไม่ทิ้งข้อสงสัยไว้

6. Continue the conversation หากิจกรรมมาทำร่วมกันในที่ประชุม

เชื่อว่าหลายคนคงจะมีความรู้สึกนี้บ้างไม่มากก็น้อยบางทีแค่ประชุมรัว ๆ อย่างเดียวก็น่าเบื่อ ยิ่งทำงานอยู่ที่บ้านไม่ได้พบเจอพูดคุยกับเพื่อนร่วมงานโต๊ะข้าง ๆ เหมือนตอนที่เข้าบริษัท ก็อาจทำให้เหงากันบ้าง เพราะฉะนั้นควรจะหากิจกรรมเล็ก ๆ น้อย ๆ มาเล่นร่วมกันในที่ประชุม การประชุมจะได้ไม่ตึงเครียดจนเกินไป และเป็นการกระชับความสัมพันธ์ให้แก่สมาชิกทุกคน อาจจะเป็นการเล่นเกมตอบคำถามสั้น ๆ หรือเพิ่ม Session บางอย่างเพื่อให้แต่ละคนได้แชร์หรือเล่าประสบการณ์ในช่วงระหว่างที่ไม่ได้เจอกัน สัปดาห์ละ 1-2 ครั้งก็ยังดี แถมยังเป็นการเติมความสัมพันธ์กับเหล่าเพื่อนร่วมงานให้แน่นแฟ้นเหมือนเดิมได้อีกด้วย เพราะช่วงนี้ทุกคนก็ยังคงต้องอาศัยการประชุมออนไลน์กันไปอีกสักระยะ และนี่ก็เป็นเคล็ดลับเล็กๆ น้อยๆ ให้ลองนำไปปรับใช้กับการประชุมออนไลน์ อาจจะทำให้การประชุมมีประสิทธิภาพ และมีความผ่อนคลายมากขึ้น

ขอบคุณข้อมูลจาก : rainmaker.in.th
อ้างอิงรูปภาพ : facebook.widen.net / freepik.com

Microsoft launches Whiteboard app on Android

Microsoft เปิดตัวแอป Whiteboard บนมือถือ Android
แต่ยังไม่เปิดใช้ทั่วไป

Microsoft เปิดตัวแอป Whiteboard บนมือถือ Android และ Whiteboard บน Microsoft Teams ด้วย ซึ่งให้คุณสร้างสรรค์ไอเดียจากทุกอุปกรณ์ทั้งคอมพิวเตอร์ และสมาร์ทโฟน สามารถให้คุณจัดการ workflow ได้ทุกที่ ไม่ว่าจะใช้งานบน Teams, Web, Windows 10, iOS หรือ Android

หากต้องการเริ่มใช้ Whiteboard บนอุปกรณ์ Android โหลดติดตั้งได้ที่ Google Play Store แต่ในปัจจุบันนี้แอป Whiteboard ใช้ได้กับบัญชีสำหรับที่ทำงาน หรือ บัญชีของโรงเรียน ในรูปแบบ Office 365 เท่านั้น แต่สำหรับผู้ใช้ทั่วไปต้องรอไปก่อนอีกไม่นานจะได้ใช้แน่นอน

ขอบคุณข้อมูลจาก : it24hrs.com
อ้างอิงรูปภาพ : unsplash.com

Check here, how to register for getting 3,000 baht from “Kon-La-Krueng” project

เช็ควิธีการลงทะเบียนรับเงิน 3,000 บาท โครงการ “คนละครึ่ง”

สำหรับประชาชนทั่วไปที่สนใจเข้าร่วมโครงการ “คนละครึ่ง”เว็บไซต์ได้เริ่มเปิดให้ลงทะเบียนแล้วตั้งแต่วันที่ 16 ตุลาคม 2563 ผ่าน www.คนละครึ่ง.com ตั้งแต่เวลา 06.00-23.00 น. จำนวน 10 ล้านคน และสามารถเริ่มใช้จ่ายได้ตั้งแต่ 23 ตุลาคม – 31 ธันวาคม 2563 นี้

โครงการ “คนละครึ่ง” มีวัตถุประสงค์เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจระดับฐานราก สำหรับผู้ประกอบการรายย่อย โดยเฉพาะกลุ่มหาบเร่ แผงลอย เพื่อให้มีรายได้จากการขายสินค้าเพิ่มขึ้น โดยภาครัฐร่วมจ่ายค่าอาหาร เครื่องดื่ม และสินค้าทั่วไปผ่านฝ่ายของผู้ซื้อร้อยละ 50 โดยไม่เกิน 150 บาท ต่อคน ต่อวัน หรือไม่เกิน 3,000 บาท ต่อคน ตลอดระยะเวลาโครงการ เป็นวงเงินรวม 30,000 ล้านบาท 

โดยผู้ได้รับสิทธิ์จะต้องยืนยันตัวตนผ่าน G-Wallet แอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” อีกขั้นตอนหนึ่งด้วย จึงจะสามารถใช้จ่ายกับร้านค้าที่ติดตั้งแอปพลิเคชัน “ถุงเงิน” ที่เข้าร่วมโครงการเพื่อรับสิทธิ์ได้ ซึ่งการใช้จ่ายจะมีช่วงเวลาตั้งแต่วันที่ 23 ตุลาคม 2563 – 31 ธันวาคม 2563 ในเวลา 06.00 น. – 23.00 น.  

ทั้งนี้เงื่อนไขสำคัญของโครงการนี้คือ ผู้ได้รับสิทธิ์จะต้องเริ่มใช้จ่ายภายใน 14 วัน นับตั้งแต่วันถัดจากวันที่ตนได้รับ SMS แจ้งรับสิทธิ์ หรือวันที่เปิดให้เริ่มใช้จ่ายตามโครงการ มิเช่นนั้นจะถูกตัดสิทธิ์ และไม่สามารถลงทะเบียนได้อีก โดยสิทธิ์ที่ถูกตัดจะนำไปเปิดให้ลงทะเบียนใหม่

สำหรับผู้ประกอบการร้านค้า สามารถลงทะเบียนได้ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2563 เวลา 06.00 น.– 23.00 น. ผ่านเว็บไซต์ หรือลงทะเบียนผ่านทางสาขาธนาคารกรุงไทย โดยธนาคารฯ จะช่วยติดตั้งแอปพลิเคชัน “ถุงเงิน” เพื่อใช้ในการรับชำระเงินจากการขายสินค้า

 

คุณสมบัติผู้ลงทะเบียนรับสิทธิ์ แจกเงิน 3000 บาท 

  • มีบัตรประจำตัวประชาชน และเป็นบุคคลสัญชาติไทย 
  • อายุตั้งแต่ 18 ปี บริบูรณ์ขึ้นไป ณ วันลงทะเบียน 
  • ลงทะเบียนผ่านเว็บไซต์ www.คนละครึ่ง.com ตั้งแต่วันที่ 16 ตุลาคม 2563 เวลา 06.00 น. – 23.00 น. 
  • ต้องไม่ใช่ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 
  • จำกัดจำนวนไม่เกิน 10 ล้านคน หรือจนกว่าสิทธิ์จะหมด 

ขั้นตอนการใช้สิทธิ์หลังจากลงทะเบียนสำเร็จ

  • รอ SMS แจ้งผลการลงทะเบียน 
  • จากนั้นให้ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” 
  • ยืนยันตัวตนใช้สิทธิ์ผ่าน g-Wallet แอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” 
  • ใช้จ่ายตามร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการได้ตั้งแต่วันที่ 23 ตุลาคม-31 ธันวาคม 2563 จำกัดเวลาตั้งแต่ 06.00 น. – 23.00 น. 
  • ผู้ที่ได้รับสิทธิ์ต้องเริ่มใช้จ่าย ภายใน 14 วัน นับตั้งแต่วันถัดจากวันที่ได้รับ SMS แจ้งรับสิทธิ์ หรือวันที่เปิดให้เริ่มใช้จ่ายตามโครงการ

คำถามพบบ่อยสำหรับ โครงการ “คนละครึ่ง” ในการลงทะเบียนสำหรับประชาชน มีดังนี้

  1. Q: สามารถใช้เบอร์โทรศัพท์มือถือซ้ำกันในการลงทะเบียนได้หรือไม่  
    A: เบอร์มือถือที่ใช้ลงทะเบียนเรียบร้อยแล้ว จะไม่สามารถลงทะเบียนซ้ำได้ 
  2. Q: การลงทะเบียนภาคประชาชน จะแจ้งผลผ่านช่องทางใดบ้าง 
    A: ประชาชนที่ลงทะเบียนผ่าน www.คนละครึ่ง.com จะได้ผลลงทะเบียนทาง SMS ตามเบอร์มือถือที่แจ้งไว้ 
  3. Q: หลังจากลงทะเบียนแล้ว ประชาชนจะทราบผลภายในกี่วัน
    A: ประชาชนที่ลงทะเบียนผ่าน www.คนละครึ่ง.com จะได้ผลลงทะเบียนทาง SMS ตามเบอร์มือถือที่แจ้งไว้ ภายใน 3 วัน 
  4. Q: ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ สามารถลงทะเบียนได้หรือไม่  
    A: ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ จะไม่สามารถลงทะเบียนบนเว็บไซต์ได้ ระบบจะล็อกให้ไม่สามารถลงทะเบียนได้ 
  5. Q: ประชาชนที่ลงทะเบียนเข้ารับสิทธิ์โครงการคนละครึ่ง สามารถเปลี่ยนแปลงเบอร์มือถือระหว่างรับสิทธิ์โครงการได้หรือไม่  
    A: ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงเบอร์มือถือระหว่างรับสิทธิ์โครงการคนละครึ่งได้

อย่างไรก็ตาม กระทรวงการคลังคาดว่าโครงการจะสามารถเพิ่มกำลังซื้อให้แก่ผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ และโครงการคนละครึ่ง จะช่วยลดภาระค่าครองชีพให้แก่ประชาชนผู้มีรายได้น้อย และช่วยรักษากำลังซื้อในระบบเศรษฐกิจ จากการเติมเม็ดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ 81,000 ล้านบาท ครอบคลุมประชาชน 24 ล้านคน ซึ่งจะช่วยให้มีเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจเพิ่มขึ้นในช่วงที่เหลือของปี 2563 และส่งแรงขับเคลื่อนต่อเนื่องไปยังปี 2564

ขอบคุณข้อมูลจาก : คนละครึ่ง.com และ thebangkokinsight.com
อ้างอิงรูปภาพ : freepik.com / thebangkokinsight.com