Foot-operated vending machine, avoid touching by hands when you buy drinks

ตู้หยอดเหรียญอัตโนมัติ แบบใช้เท้ากด ลดการสัมผัส

การปรับตัวครั้งใหญ่ของยุค New Normal หลังจากที่ประเทศญี่ปุ่นเผชิญกับการระบาดของ COVID-19 อย่างมากในหลายพื้นที่ หนทางหนึ่งที่จะป้องกันโรคได้ คือลดการสัมผัสสิ่งต่าง ๆ ให้น้อยที่สุด เพื่อลดความเสี่ยงในการติดเชื้อ COVID-19 นั่นเอง

ทาง Dydo ในญี่ปุ่น ได้ออกแบบตู้หยอดเหรียญอัตโนมัติแบบใช้เท้ากด สั่งซื้อน้ำและเครื่องดื่ม แทนการใช้นิ้วกดปุ่ม เพื่อจะได้ลดการแตะสัมผัสวัตถุใด ๆ ในการสั่งซื้อ โดยใช้เพียงเท้าแตะหมายเลขที่ตรงกับบนแผงปุ่มที่ด้านล่างของตัวตู้หยอดเหรียญอัตโนมัติ อีกทั้งยังใช้เท้า ในการเปิดฝารับกระป๋องน้ำ และเครื่องดื่ม แทนการใช้มือเปิดฝาได้อีกด้วย

ภาพจาก : https://soranews24.com/2020/10/07/first-ever-foot-operated-vending-machine-appears-in-japan-during-pandemic/

อย่างไรก็ตาม ทางแบรนด์ตู้หยอดเหรียญอัตโนมัติอื่น ๆ ก็พยายามปรับเปลี่ยนรูปแบบตู้น้ำให้ปลอดภัยมากขึ้นไปอีก อาทิเช่น เพิ่มแอปฯ สำหรับสั่งซื้อล่วงหน้า และการฆ่าเชื้อด้วยแสง UV ในถาดรับกระป๋องด้านล่าง แต่ยังคงต้องใช้มือเปิดฝารับกระป๋องอยู่ 

จากการทดลองปรับปรุงตู้หยอดเหรียญอัตโนมัติในหลากหลายรูปแบบ สุดท้ายก็ได้เห็นตู้หยอดเหรียญอัตโนมัติแบบใหม่ที่ป้องกันการติดเชื้อ COVID-19 ได้เป็นอย่างดี

ขอบคุณข้อมูลจาก : it24hrs.com
อ้างอิงรูปภาพ : soranews24.com

Facebook updates its Automatic Alt Text (AAT) to improve photo descriptions for people who are visually impaired

Facebook พัฒนาฟีเจอร์ AAT (Automatic Alt Text)
เพื่อผู้พิการทางสายตา

Facebook ได้มีการพัฒนาฟีเจอร์ AAT หรือ Automatic Alt Text เปิดตัวครั้งแรกในปี พ.ศ. 2559 โดยใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในการสร้างคำบรรยายแบบอัตโนมัติ เพื่อช่วยเหลือผู้ที่ใช้งานโปรแกรมอ่านหน้าจอ โดยจะเปลี่ยนข้อความ หรือองค์ประกอบอื่น ๆ ที่แสดงบนจอให้เป็นข้อความเสียง
การแบ่งปันรูปภาพ นับเป็นหนึ่งในวิธีการสื่อสารที่ผู้คนให้ความนิยมมากที่สุด ซึ่งรวมไปถึงกลุ่มผู้ใช้งานที่สูญเสียการมองเห็น หรือมีความบกพร่องทางสายตา ฟีเจอร์ AAT ถือเป็นอีกหนึ่งการลงทุนของ Facebook ที่มุ่งช่วยสนับสนุนชุมชน และทำให้มั่นใจว่าผู้ใช้งานทุกคนจะสามารถเป็นส่วนหนึ่งของบทสนทนาบนโลกออนไลน์ได้

ภาพจาก : https://about.fb.com

Facebook ได้พัฒนาฟีเจอร์ข้อความกำกับภาพ หรือ Automatic Alt Text (AAT) อย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นเครื่องมือการเข้าถึงข้อมูลที่จะช่วยมอบประสบการณ์การใช้งานที่สมบูรณ์แบบยิ่งขึ้น พร้อมพัฒนารายละเอียดคำบรรยายภาพสำหรับกลุ่มผู้พิการทางสายตา และผู้ที่มีความบกพร่องทางการมองเห็น

ซึ่งฟีเจอร์ AAT มาพร้อมเทคโนโลยีล้ำสมัยมากมาย เพื่อช่วยยกระดับประสบการณ์การใช้งานรูปภาพ ไม่ว่าจะเป็น การเพิ่มประสิทธิภาพการรับรู้สิ่งของ หรือคอนเซ็ปต์ต่าง ๆ ที่อยู่ในรูปภาพบน Instagram และ Facebook มากขึ้นกว่า 10 เท่า หรือนับเป็นกว่า 1,200 คอนเซ็ปต์ หมายความว่าจะมีรูปภาพจำนวนมากขึ้นที่สามารถปรากฏพร้อมกับคำบรรยายได้

นอกจากนี้ ฟีเจอร์ AAT ยังสามารถระบุประเภทกิจกรรม สถานที่สำคัญ ตลอดถึงประเภทของสัตว์ต่าง ๆ ผ่านคำบรรยายภาพ ยกตัวอย่างเช่น “นี่อาจเป็นภาพเซลฟี่ของคน 2 คน บริเวณกลางแจ้ง หอเอนเมืองปิซา” และเนื่องจากคำอธิบายภาพจะใช้คำ และโครงสร้างประโยคง่าย ๆ ฟีเจอร์นี้จึงสามารถใช้งานได้แล้วถึง 45 ภาษา

Facebook เป็นรายแรกในอุตสาหกรรมที่นำฟีเจอร์ AAT มาใช้ให้ข้อมูลที่มีรายละเอียด เช่น การบอกตำแหน่งของวัตถุในรูป และบอกขนาดเทียบเคียงกับสิ่งอื่นที่อยู่รอบ ๆ โดยปัจจุบัน ฟีเจอร์ AAT สามารถระบุได้ว่ามีคน 2 คนอยู่ตรงกลางของรูป และอีก 3 คนอยู่ที่ด้านหลัง ผู้ใช้งานสามารถเข้าถึงตัวเลือกในการเพิ่มคำบรรยายที่บอกรายละเอียดมากขึ้นนี้ สำหรับระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์ สามารถกดค้างที่รูป และสำหรับผู้ที่ใช้ระบบปฎิบัติการ iOS สามารถกดที่ 3 จุด แล้วไปที่ “แก้ไขข้อความกำกับภาพ” ได้เลย

ภาพจาก : https://about.fb.com

ฟีเจอร์ AAT เปิดให้ใช้งานแล้วในประเทศไทย สำหรับรูปภาพบนฟีดข่าว ภาพโปรไฟล์ และในกลุ่มต่าง ๆ ของ Facebook โดยจะปรากฏเมื่อกดเข้าไปดูรูป

สำหรับ Instagram ฟีเจอร์ AAT มาพร้อมกับชุดคอนเซ็ปต์ และความสามารถในการบรรยายสิ่งต่าง ๆ ในรูปที่มากขึ้น โดยสามารถสร้างคำอธิบายภาพในหน้าฟีด แท็บสำรวจ หรือโปรไฟล์ ได้ทั้งในรูปแบบข้อความและเสียง

ขอบคุณข้อมูลจาก : thestorythailand.com
อ้างอิงรูปภาพ : about.fb.com / tech.fb.com / pexels.com

Lenovo Introduces the ThinkReality A3, The most versatile Smart Glasses can show up to five virtual displays

Lenovo เปิดตัว ThinkReality A3 แว่นตาอัจฉริยะ
แสดงจอภาพเสมือนได้ถึง 5 จอ

Lenovo เปิดตัวแว่นตาอัจฉริยะ ThinkReality A3 ในงานมหกรรมเทคโนโลยี CES 2021 ที่สามารถใช้งานควบคู่กับแอปพลิเคชันต่าง ๆ ได้ เช่น การสร้างภาพ 3 มิติ และสามารถเพิ่มความสมจริงกับการทำงานเพื่อการประยุกต์ใช้งานร่วมกันอย่างชาญฉลาด

ภาพจาก : https://news.lenovo.com/pressroom/press-releases/thinkreality-a3-most-versatile-smart-glasses-ever-designed-for-the-enterprise/

ThinkReality A3 ใช้พลังงานจาก Qualcomm Snapdragon XR1 SoC อุปกรณ์สามารถแสดงจอภาพเสมือนขนาด 1080p ได้สูงสุด 5 จอ และมีกล้อง 8 ล้านพิกเซล สำหรับวิดีโอขนาด 1080p เช่นเดียวกับกล้องคู่ Fish-Eye สำหรับมองไปรอบ ๆ ขนาดห้อง 

อย่างไรก็ตามชุดหูฟังยังคงต้องเชื่อมต่อกับพีซี หรือสมาร์ทโฟน Motorola ที่ขับเคลื่อนโดยโพรเซสเซอร์ Qualcomm Snapdragon 800 Series หรือเชื่อมต่อผ่าน USB-C เพื่อการทำงานที่ดีขึ้น อีกทั้้ง Lenovo ยังมีแอปพลิเคชันรองรับการใช้งานที่หลากหลาย เพื่อให้ผู้ใช้สามารถใช้งานได้อย่างสะดวกสบาย พร้อมความเป็นส่วนตัว และแน่นอนว่า ผู้ใช้งาน PC จะต้องใช้เครื่องมือ และแอปพลิเคชันของ Windows ในขณะเดียวกัน A3 Industrial Edition ก็ใช้แพลตฟอร์มซอฟต์แวร์ ThinkReality ของ Motorola สำหรับงาน AR แบบแฮนด์ฟรีเช่นกัน 

ซึ่ง ThinkReality A3 แว่นตาอัจฉริยะรุ่นใหม่นี้ แตกต่างจาก ThinkReality A6 รุ่นแรก ที่มีหน้าตาเหมือนชุดหูฟังทั่วไป แต่รุ่นนี้มีหน้าตาเหมือนแว่นตาอันใหญ่ ๆ หนึ่งอัน ผู้ซื้อสามารถปรับเปลี่ยนกรอบแว่นให้มีความแข็งแรง หรือปลอดภัยยิ่งขึ้นได้ด้วยตัวเลือกมากมายจากอุตสาหกรรมของ Lenovo 

เนื่องจากมีไว้สำหรับการใช้งานภายในองค์กร ทาง Lenovo จึงยังไม่เปิดเผยราคาของ ThinkReality A3 นี้ แต่ประกาศว่าจะเริ่มวางจำหน่ายในช่วงกลางปี 2021

ขอบคุณข้อมูลจาก : beartai.com
อ้างอิงรูปภาพ : lenovo.com

AI model detects asymptomatic COVID-19 infections through cellphone-recorded coughs

แบบจำลอง AI ตรวจจับ “เสียงไอ” ผู้เสี่ยงติดเชื้อ COVID-19 ผ่านแอปพลิเคชันมือถือ

“เราติด COVID-19 แล้วหรือยัง ?” เป็นคำถามที่คอยหาคำตอบกับตัวเองอยู่บ่อยครั้ง โดยเฉพาะเวลาที่เรามีอาการไอ หรือจามออกมา แต่หลายคนก็ยังคงไม่รู้คำตอบ เพราะหากติดเชื้อ COVID-19 จริง อาการจะเริ่มแสดงภายใน 1-14 วัน ซึ่งผู้ป่วยส่วนมากจะรู้ตัวเมื่อผ่านไปแล้ว 5 วัน

ด้วยเทคโนโลยีที่สถาบันเทคโนโลยีแมสซาชูเซตส์ (MIT) ในสหรัฐอเมริกา ได้มีการคิดค้นขึ้นมา จะทำให้ทุกคนไม่ต้องกังวลอีกต่อไป เพราะเราอาจสามารถตรวจเช็คอาการไอจามของตัวเองได้ด้วย AI บนมือถือ

AI (Artificial Intelligence) สามารถจดจำการไอของผู้มีเชื้อ COVID-19 และสามารถตรวจจับเสียงไอของผู้เสี่ยงติดเชื้อได้อย่างแม่นยำ แม้ในระยะนั้นผู้ป่วยจะยังไม่แสดงอาการของ COVID-19 เลยก็ตาม ซึ่งเป็นพัฒนาด้วย Algorithm แบบเดียวกับเครือข่ายระบบประสาทของมนุษย์ หรือ Neural Network

โดยการทำงานที่เหมือนระบบประสาทของมนุษย์นั้น จะมีหน้าที่แบ่งออกไป 3 อย่างด้วยกันคือ 

  1. ระบบมีหน้าที่ตรวจจับความรุนแรงของเสียงไอ 
  2. มีหน้าที่ตรวจจับความเคลื่อนไหวของสภาวะทางอารมณ์ที่ผู้ป่วยจะมีเมื่อติดเชื้อ
  3. ตรวจวัดประสิทธิภาพการหายใจ วัดความอ่อนแรงของกล้ามเนื้อ และรายงานผล

รายงานระบุว่า AI ดังกล่าวกำลังได้รับการพัฒนาลงแอปพลิเคชันตัวหนึ่ง เพื่อใช้กับสมาร์ทโฟน โดยในการทดสอบเบื้องต้น นักพัฒนาได้ให้ระบบจดจำเสียงไอจาก 10,000 ตัวอย่าง ผลลัพธ์ที่ได้คือ ระบบสามารถจดจำเสียงไอของผู้ติดเชื้อได้ 98.5 เปอร์เซ็นต์ และจดจำเสียงไอของผู้ไม่ติดเชื้อได้แม่นยำถึง 100 เปอร์เซ็นต์เลยทีเดียว 

เทคโนโลยีนี้ก็ยังคงไม่สามารถนำมาใช้วินิจฉัยผู้ป่วยได้อย่างแม่นยำ เพราะอาการของผู้ติดเชื้อนั้นอาจมีเงื่อนไขอื่น ๆ ที่ทำให้มีการไอคล้ายกัน แต่เทคโนโลยีนี้ก็น่าจะช่วยคัดกรองเบื้องต้นได้ไม่มากก็น้อย

ขอบคุณข้อมูลจาก : thaiware.com
อ้างอิงรูปภาพ : news.mit.edu / freepik.com

SmartReply feature for YouTube Creators

SmartReply ฟีเจอร์ใหม่ ตอบคอมเมนท์ไว ตัวช่วย YouTube Creator

Google ได้เพิ่มฟีเจอร์ใหม่ SmartReply สำหรับช่วยเหล่าครีเอเตอร์ในการตอบคอมเมนท์บน Youtube หลังจากที่ Google ได้ปล่อยฟีเจอร์ SmartReply ให้ผู้ใช้ Gmail ได้สามารถตอบกลับข้อความต่างๆ ได้อย่างสะดวกรวดเร็วมากยิ่งขึ้นเมื่อหลายปีก่อนแล้ว ล่าสุดทางบริษัทฯ ก็ได้ออกมาประกาศว่าได้พัฒนาฟีเจอร์นี้ให้สามารถใช้งานได้บน YouTube ด้วยเช่นกัน

ทาง Google ได้กล่าวว่า “ ถ้าเทียบกับใน Gmail ที่จะต้องคงรูปแบบการเขียนด้วยภาษาที่เป็นทางการแล้ว คอมเมนท์บน YouTube นั้น มีความหลากหลายกว่ามาก ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของการใช้ภาษา, ศัพท์แสลง, ภาษาวิบัติ, การวรรคตอน รวมทั้งการใช้อีโมจิ และการผสมภาษาในคอมเมนท์ต่างๆ ดังนั้นเราจึงต้องทำการบ้านอย่างหนักกันพอสมควรเพื่อพัฒนาให้ AI ของเราสามารถวิเคราะห์ข้อมูล และหาวิธีการตอบกลับคอมเมนท์ต่างๆ ให้ออกมาเป็นธรรมชาติมากที่สุด ”

ตัวอย่างคอมเมนท์บน YouTube

ฉะนั้นฟีเจอร์ SmartReply บน YouTube จะแตกต่างจากของ Gmail เพราะไม่ได้เป็นรูปแบบฟอร์มที่เป็นทางการ แต่จะเป็นภาษาที่มีความเป็นกันเอง และอาจแทรกอีโมจิเพิ่มเข้ามาด้วย เช่น หากมีคอมเมนท์ข้อความพร้อมอีโมจิรูปหัวใจ SmartReply ก็จะแนะนำอีโมจิรูปหัวใจแบบเดียวกันขึ้นมาให้เลือกตอบกลับไปได้

ทางบริษัทฯ คาดหวังว่าฟีเจอร์นี้จะช่วยเพิ่มความสะดวกรวดเร็วให้กับบรรดา YouTube Creator ได้บ้าง เพราะการใช้ SmartReply นั้นจะช่วยประหยัดเวลาในการไล่พิมพ์ตอบคอมเมนท์ค่อนข้างมากเลยทีเดียว ซึ่งจากเดิมที่ต้องไล่พิมพ์ตอบคอมเมนท์เองทีละช่อง และคาดว่าจะเป็นประโยชน์มากกับ YouTube Creator ที่มีผู้ติดตาม และผู้ที่ได้รับคอมเมนท์เป็นจำนวนมาก

อย่างไรก็ตามทาง Google ได้ระบุว่า ฟีเจอร์ SmartReply บน YouTube ยังคงรองรับเพียงแค่ภาษาอังกฤษ และสเปน เท่านั้น แต่ทางบริษัทฯ ก็กำลังเร่งพัฒนาสำหรับภาษาอื่นๆ เพิ่มเติมอยู่เช่นกัน ไม่แน่ว่าเราอาจได้เห็น SmartReply ภาษาไทยกันในเร็วๆ นี้ก็เป็นได้

ขอบคุณข้อมูลจากและภาพจาก : thaiware และ ai.googleblog