Take a look at the ‘Social Media Holidays 2022’ calendar, applying festivals to content creation

ส่องปฏิทิน ‘Social Media Holidays 2022’ ประยุกต์เทศกาลในการสร้างสรรค์คอนเทนต์

‘ปฏิทินเทศกาล และวันหยุด’ เป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้แบรนด์รู้ว่าต้องเตรียมตัวอย่างไร ในการคิด Process ให้ทันล่วงหน้าสำหรับการแพลนคอนเทนต์ที่จะเล่นกับกระแสของเทศกาล และวันหยุดสากล เพื่อให้การทำงานร่วมกันกับทีมได้สร้างสรรค์คอนเทนต์เป็นไปอย่างราบรื่น 

‘Seasonal Opportunity’ เป็นโอกาสที่ดีสำหรับการใช้เทศกาลมาสร้างคอนเทนต์เพื่อให้ Related กับกลุ่มเป้าหมายได้ ซึ่งไม่ได้มีแค่เฉพาะกับเทศกาล หรือวันหยุดของประเทศตัวเองเท่านั้น หรือต่อให้จะเป็นวันสากลที่กลุ่มเป้าหมายคนไทยไม่ได้รู้มาก่อน การริ่เริ่มกลยุทธ์การตลาดด้วยสิ่งใหม่ ๆ ก็นับว่าเป็นการดึงดูดความสนใจต่อแบรนด์ของผู้บริโภคกลุ่มใหม่ ๆ ได้อีกด้วย 

ซึ่งการนำเทศกาล และวันหยุดสำคัญสากลมาประยุกต์เป็นลูกเล่นในคอนเทนต์นั้นก็นับว่าแบรนด์ได้แสดงถึงความครีเอทีฟ และมีความสนใจความเป็นสากลไปด้วย โดย Maria-Mirabela Ganta ผู้เชี่ยวชาญด้านการตลาดโซเชียล ได้เก็บรวบรวมข้อมูลสำคัญของวันหยุด และเทศกาลต่าง ๆ มาจัดเป็นปฏิทินของโซเชียลเพื่อเหล่าครีเอเตอร์ได้ไปวางแผน ดังนี้

ภาพจาก socialmediatoday.com

ซึ่งจากปฏิทินไม่ว่าจะเป็น International Podcast Day, Hamburger Day หรือ Eat an Extra Dessert Day วันต่าง ๆ เหล่านี้ล้วนนำมาประยุกต์ใช้ในการสร้างสรรค์ได้ทั้งคอนเทนต์ แคมเปญหรือกิจกรรมที่มีโปรโมชั่นพิเศษ ล้วนนำมาใช้ร่วมกับแบรนด์ได้หมด เพียงแค่รู้จักหยิบมาใช้ให้เหมาะสม และถูกช่วงเวลา ก็เพียงพอที่จะทำให้แบรนด์ของคุณดูน่าสนใจมากยิ่งขึ้นแล้ว

 ขอบคุณข้อมูลจาก : rainmaker.in.th
อ้างอิงรูปภาพ : ภาพปก https://www.freepik.com/

9 Top Customer Experience Trends for 2022

9 เทรนด์ ช่วยยกระดับ Customer Experience ในปี 2022

วันนี้จะพามาส่อง 9 เทรนด์ Customer Experience ที่กำลังจะมาในปี 2022 ที่จะถึงนี้ ให้ทุกคนสามารถนำไปปรับใช้กับกลยุทธ์ของแบรนด์ เนื่องจากปัจจุบันแค่ตัวสินค้า และผลิตภัณฑ์ อาจไม่สามารถเป็นจุดขายหลักของแบรนด์ ที่จะทำให้ผู้บริโภคพึงพอใจได้ต่อไปอีกแล้ว จึงเป็นสาเหตุให้หลายแบรนด์หันมาโฟกัส Customer Experience หรือการมอบประสบการณ์ให้กลุ่มเป้าหมายเป็นอันดับต้น ๆ เพื่อสร้างความแตกต่างให้โดดเด่น และครองใจผู้บริโภคนั่นเอง

  1. ขยายบริการเป็น Multi-channel เพื่อให้ผู้บริโภคได้การรับบริการ มีทางเลือกที่หลากหลายมากขึ้น และเข้าถึงแบรนด์ได้สะดวก ก็จะทำให้เห็นภาพของผู้บริโภคชัดขึ้น และยังเป็นการย้ำให้ผู้บริโภคจดจำได้ดีขึ้นไปอีก
  1. สร้าง Community เพียงแค่มีเว็บไซต์ หรือเพจไว้สื่อสารระหว่างผู้บริโภคอย่างเดียวอาจไม่พอ ควรสร้างกลุ่มขึ้นมาให้เป็นเหมือนคอมมูนิตี้นึง เพื่อให้เป็นพื้นที่ ๆ รวมทั้งผู้บริโภค ไอเดีย และฟีดแบ็กต่าง ๆ เกี่ยวกับแบรนด์ ซึ่งแบรนด์สามารถนำไอเดียตรงนั้นมาเพื่อตอบโจทย์ Customer Experience ได้ดีมากยิ่งขึ้น
  2. หาจุดเชื่อมระหว่าง Humanity และ Automation แน่นอนว่าการใช้ระบบ Automation เข้ามาช่วยนั้น เป็นทางเลือกที่ดีในการลดค่าใช้จ่ายในการจ้างคนมาเพื่อบริการ Customer Service นอกจากจะประหยัดงบแล้วยังสะดวก รวดเร็วอีกด้วย 
  3. มอบประสบการณ์ผ่าน Metaverse นาทีนี้ถ้าไม่พูดถึง Metaverse ก็คงไม่ได้ ไม่ว่าจะใช้ Virtual Reality (VR) หรือ Augmented Reality (AR) เข้ามาช่วย ทั้งกับการสร้างแคมเปญโปรโมต เปิดประสบการณ์ใหม่ ๆ ให้ผู้บริโภคผ่านการลองสินค้าเสมือนจริง หรือจัดอีเวนต์ให้ร่วมสนุกโดยใช้เทคโนโลยี AI เป็นต้น
  4. อ่านใจด้วย Hyper-personalization ผู้บริโภคต้องการความเป็นพิเศษที่มีความเฉพาะตัวสูง และคาดหวังให้แบรนด์เข้าใจมากที่สุด ท่ามกลางคอนเทนต์ที่มากมายบนโซเชียลมีเดีย หากแบรนด์สามารถนำเสนอสิ่งที่เฉพาะเจาะจง เสมือนทำมาเพื่อเขาคนเดียว ผู้บริโภคจะรู้สึกประทับใจไม่น้อยเลยทีเดียว โดยแบรนด์สามารถใช้ข้อมูลที่เก็บมา วิเคราะห์แนวโน้มพฤติกรรมการซื้อของผู้บริโภคเพื่อให้ได้ข้อมูลเชิงลึก และเข้าใจผู้บริโภคมากขึ้น
  5. ความโปร่งใส และการปกป้องข้อมูลที่ดี ความโปร่งใสในที่นี้ ไม่ได้หมายถึงด้านการเก็บข้อมูลเพียงอย่างเดียว แต่ยังรวมถึงการโฆษณา การตั้งราคา การดำเนินธุรกิจในด้านต่าง ๆ อีกด้วย ทั้งนี้ก็เพื่อช่วยสร้าง และรักษาความวางไว้ใจของผู้บริโภค ซึ่งเป็นสิ่งที่ส่งผลต่อประสบการณ์ของผู้บริโภคโดยตรงเลยก็ว่าได้ 
  6. ระบบการสมัครสมาชิก (Subscription) ผู้บริโภคมักชอบความพิเศษ และความเอ็กซ์คลูซีฟ เรียกว่าระบบสมัครสมาชิกกำลังมาแรงในหลายแพลตฟอร์ม และคาดว่าในอนาคตจะมีการใช้ระบบการสมัครสมาชิกมากขึ้นอีก ทั้งนี้ก็เพื่อให้ผู้บริโภคได้สัมผัสกับความเอ็กซ์คลูซีฟ หรือสิทธิพิเศษต่าง ๆ จากแบรนด์มากยิ่งขึ้น 
  7. ตอบกลับ และให้ความช่วยเหลือแบบเรียลไทม์ แน่นอนว่าใคร ๆ ก็ต้องการการบริการที่รวดเร็วทันใจ เพราะฉะนั้นแบรนด์ควรให้ความสำคัญในการให้บริการด้าน Customer Service ที่ส่งผลต่อการตัดสินใจในการเลือกซื้อสินค้าและบริการ ทางที่ดีควรจะให้ความสะดวก รวดเร็ว และตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคมากที่สุด
  8. ให้รางวัลผ่าน Loyalty Program ลูกค้าที่มี Brand Loyalty จะมีแนวโน้มที่จะอยู่กับแบรนด์ต่อไปในอนาคตค่อนข้างสูง เพราะฉะนั้นแบรนด์ควรจะรักษาผู้บริโภคกลุ่มนี้ โดยการให้รางวัลหรือสิ่งตอบแทน เพื่อให้ความสำคัญ อาจจะให้ประสบการณ์ใหม่ ๆ ผ่านการสะสมรางวัล สะสมคะแนน หรือสิทธิพิเศษต่าง ๆ เพื่อเป็นการเพิ่มการมีส่วนร่วมกับแบรนด์มากยิ่งขึ้น

ขอบคุณข้อมูลจาก : rainmaker.in.th
อ้างอิงรูปภาพ : ภาพปก https://www.freepik.com/

8 Interesting IT field in New Normal era

8 สายงานไอที น่าสนใจในยุค New Normal

วิกฤติโควิด เป็นอัตราเร่งให้ทุกองค์กรมีการปรับวิถีชีวิตและการทำงานสู่ยุคนิวนอร์มอล ทำให้รูปแบบการทำงานขององค์กรเปลี่ยนไป รวมทั้งแรงงานต้องปรับตัวให้พร้อมรับมือ จึงทำให้บุคลากรสายงานไอทีนับเป็นกลุ่มงานที่ตลาดแรงงานมีความต้องการสูงและยังมีแนวโน้มการขยายตัวอย่างต่อเนื่อง และสูงมากขึ้นในอีก 5 ถึง 10 ปีข้างหน้า 

เนื่องจากสำหรับคนที่ทำงานด้านไอที การปรับรูปแบบการทำงานแบบรีโมท (Remote Work) หรือทำงานจากที่บ้าน (Work From Home) ถือว่าไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่ เพราะก่อนหน้าที่จะเกิดการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด กลุ่มบริษัทด้านเทคโนโลยีหลายๆ แห่ง นำรูปแบบการทำงานนี้มาใช้ซึ่งช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นในการทำงานของคนไอทีอยู่แล้ว วันนี้เราจะมาทำความรู้จัก 8 อาชีพที่น่าสนใจสำหรับสายงานด้านไอที

  1. Data Analyst  เริ่มต้นกันด้วยอาชีพที่หันไปทางไหนก็มีแต่คนพูดถึง นั่นก็คือ Data Analyst นั่นเอง โดย Data Analyst จะนำข้อมูลต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น ข้อมูลลูกค้า หรือข้อมูลใด ๆ ที่เกี่ยวข้อง มาวิเคราะห์ และสรุปผล เพื่อใช้ประกอบการตัดสินใจ ปรับปรุง และพัฒนาธุรกิจขององค์กรให้ดียิ่งขึ้น 
  2. Software & Application Developer หรือนักพัฒนาโปรแกรมประยุกต์ คือผู้สร้างและพัฒนา Application/Software ต่าง ๆ ให้เราใช้งานกันในชีวิตประจำวัน โดยพวกต้องเขียนออกมาให้ตรงความต้องการของลูกค้า รวมทั้งต้องสะดวก และง่ายกับผู้ใช้งานด้วย
  3. UX/UI Designer ซึ่งเป็นคนที่ต้องทำความเข้าใจความต้องการของผู้ใช้งาน และออกแบบประสบการณ์ผู้ใช้งาน (User Experience) หรือออกแบบส่วนติดต่อผู้ใช้(User Interface) ให้สินค้า และบริการต่าง ๆ เพื่อส่งมอบสินค้า และบริการที่ตรงกับความต้องการ และใช้งานง่ายที่สุดให้กับผู้ใช้งาน
  4. QA Engineer & Software Tester จะเป็นคนทดสอบเว็บหรือแอปเพื่อหาปัญหาที่อาจเกิดขึ้น ก่อนที่จะส่งมอบให้กับผู้ใช้งาน เพื่อให้เว็บหรือแอปนั้น ๆ ทำงานได้ถูกต้อง ไม่มี Bug หรือข้อผิดพลาดมากวนใจผู้ใช้
  5. System Admin หรือผู้ดูแลระบบ คือคนที่คอยดูแลรักษาอุปกรณ์ต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับระบบเครือข่าย และระบบคอมพิวเตอร์ขององค์กร ตั้งแต่ลง OS ติดตั้ง ดูแลทั้งซอฟต์แวร์กับฮาร์ดแวร์ในระบบ ไม่ว่าจะเป็นสาย Cable หรือ Server รวมถึงเป็นคนที่จะช่วยแก้ปัญหาระบบต่าง ๆ ในยามคับขันอีกด้วย
  6. IT Business Analyst เรียกสั้น ๆ ว่า BA เป็นคนวิเคราะห์ข้อมูลธุรกิจแบบเจาะลึก สำหรับสาย IT แล้ว BA เป็นเหมือนตัวกลางระหว่างผู้ใช้งานกับ Developer โดยจะเป็นคนรวบรวมความต้องการของผู้ใช้งาน และสรุปสิ่งที่ผู้ใช้ต้องการ เพื่อส่งมอบรายละเอียดงานต่าง ๆ ให้กับ Developer 
  7. Growth Hacker ไม่ใช่การเจาะระบบแต่อย่างได้ เพียงแต่เป็นการพยายามทำให้ธุรกิจเติบโตให้ได้ โดยจะเป็นคนที่จะเฟ้นหาการตลาด หรือกลยุทธ์ต่าง ๆ เพื่อเพิ่มจำนวนลูกค้า และคอยจัดการกลยุทธ์นั้นให้สำเร็จตามที่หวัง หรือเปลี่ยนเป็นแนวทางที่ดีกว่า ซึ่งหลายแบรนด์ดังก็ใช้ Growth Hacking กับบริการของตัวเองจนมีผู้ใช้งานเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วเหมือนกัน
  8. IT Application Support  อีกหนึ่งสายงานไอทีที่ตลาดแรงงานในยุคดิจิทัลต้องการสูง เพื่อหาคนมาดูแลระบบงาน Application หรือ Program ทั้งที่ลูกค้ามีใช้งานอยู่แล้วใน ปัจจุบัน และระบบงานใหม่ที่ลูกค้าวางแผนจะนำ มาใช้งานในองค์กร

อย่างไรก็ตาม คาดว่า ปี 2566 ทั่วโลกจะเผชิญกับปัญหาขาดแคลนบุคลากรไอทีมากกว่า 2 ล้านตำแหน่ง ซึ่งในประเทศไทยเองก็ได้ประสบปัญหานี้เช่นกัน เนื่องจากบุคลากรไอทีที่มีคุณภาพจะเน้นเลือกทำงานกับองค์กรใหญ่ๆ และบริษัทข้ามชาติ หรือบางส่วนก็ได้โอกาสไปทำงานที่ต่างประเทศ นอกจากนี้ยังมีออกไปตั้งบริษัทที่ปรึกษาทางด้านไอทีของตัวเอง และบางส่วนมีการเปลี่ยนแปลงสายงานตัวเองจากไอทีไปทำในสายงานอื่น ๆ ดังนั้น จะเห็นได้ว่าจาก 3 ปัจจัยดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่าแรงงานด้านไอทีกำลังขาดแคลนอย่างต่อเนื่อง

ขอบคุณข้อมูลจาก  : BorntoDev / bangkokbiznews.com / kapook.com / trueplookpanya.com
อ้างอิงรูปภาพ : ภาพปก https://www.pexels.com/pt-br/foto/codificacao-computador-mesa-balcao-4974912/

Discord has acquired Sentropy, a company that made AI anti-harassment online

DISCORD เข้าซื้อกิจการ SENTROPY เพื่อเพิ่มน่าเชื่อถือมากยิ่งขึ้น

Discord ได้เข้าซื้อกิจการของบริษัท Sentropy ซึ่งเป็นบริษัทที่ทำงานเกี่ยวกับเครื่องมือ AI ต่าง ๆ เพื่อทำการตรวจจับการล่วงละเมิดทางออนไลน์ กล่าวคือ Sentropy กำลังร่วมมือกับ Discord ในการขยาย และพัฒนาแอปที่ขึ้นชื่อว่าเป็นแอปยอดนิยมในขณะนี้ เพื่อให้แพลตฟอร์มของดิสคอร์ดนั้นมีความปลอดภัย และน่าเชื่อถือมากยิ่งขึ้น 

และนี่ถือเป็นการจับคู่ที่น่าสนใจ เพราะทางดิสคอร์ดนั้นมีผู้ใช้มากกว่า 150 ล้านรายต่อเดือน ดังนั้นการจะตรวจสอบ และดูแลเซิร์ฟเวอร์ให้ทั่วถึงก็ดูจะเป็นเรื่องยาก ซึ่งบริการนี้จะช่วยให้บริษัทเข้าถึงชุมชนบนแพลตฟอร์มที่มีมากกว่า 19 ล้านชุมชน ซึ่งก่อนหน้านี้ทางบริษัทต้องจัดทีมอาสาสมัคร และทีมงานภายในในการคัดกรองข้อความบนแพลตฟอร์ม 

โดยโปรเจกต์แรกของบริษัทชื่อว่า Sentropy Protect ที่มุ่งเน้นไปที่ฟีดบนไทม์ไลน์ของ Twitter ซึ่งเป็นเครื่องมือที่ทาง Sentropy จะช่วยให้ทั้ง 2 บริษัทสามารถตรวจสอบพฤติกรรมที่ส่อไปในทางที่ไม่เหมาะสมได้ง่ายยิ่งขึ้น เพื่อปรับปรุงให้แพลตฟอร์มดิสคอร์ดเป็นสังคมที่โซเชียลที่ปลอดภัย

ในข้อสรุปการตกลงนั้นดิสคอร์ดได้ทำการซื้อ AI เพื่อขยายความสามารถในการตรวจจับ และลบเนื้อหาที่ไม่เหมาะสม และขยายทีมงานที่ดูแลด้านความปลอดภัยเพิ่มอีกด้วย

ขอบคุณข้อมูลจาก : techoffside.com
อ้างอิงรูปภาพ : ภาพปก https://discord.com/, https://www.sentropy.com/

Facebook Shops make it easier for shoppers to discover the product

Facebook Shops เปิดประสบการณ์นักช้อปให้ค้นหาสินค้าได้ง่ายขึ้น

Facebook ประกาศเปิดตัวฟีเจอร์ใหม่ Facebook Shops ในประเทศไทยวันนี้ ยังรวมไปถึงโซลูชันสำหรับโฆษณาเพื่อใช้งานใน Shops ซึ่งได้แก่ Ads with Product Tags, Custom Audiences และ Collaborative Ads ด้วย

ปัจจุบัน ทั่วโลกมีผู้เข้าชมและเลือกซื้อสินค้าจาก Shops บน Facebook มากกว่า 300 ล้านคนต่อเดือน และมีธุรกิจที่ใช้ประสบการณ์จาก Shops เป็นประจำทุกเดือนกว่า 1.2 ล้านร้านค้า โดยฟีเจอร์ Facebook Shops จะทำให้ภาคธุรกิจของไทยสร้างประสบการณ์การช้อปปิ้งออนไลน์ได้อย่างไร้รอยต่อสำหรับกลุ่มลูกค้าของพวกเขาได้ ทั้งบน Facebook และ Instagram การสร้าง Facebook Shops นั้นไม่มีค่าใช้จ่ายและไม่ยุ่งยาก

ถึงแม้ว่าโรคระบาดโควิด-19 จะทำให้ภาคธุรกิจหันไปใช้ช่องทางออนไลน์กันมากขึ้น ทำให้ Facebook ได้เห้นถึงการที่จะช่วยสนับสนุนให้ผู้ขายทุกคน ไม่ว่าจะเป็นเจ้าของกิจการเล็กๆ หรือแบรนด์ระดับโลก ให้เชื่อมต่อกับลูกค้าผ่านแอปพลิเคชันในเครือของ Facebook ได้

ซึ่งการมาถึงของฟีเจอร์ใหม่อย่าง Facebook Shops ในประเทศไทยในครั้งนี้จะทำให้ผู้คนสามารถค้นพบสินค้าใหม่ๆ และช้อปปิ้งได้ง่ายขึ้น 

มาร์ค ซัคเคอร์เบิร์ก ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร Facebook ได้กล่าวถึงประสบการณ์การช้อปปิ้งและนวัตกรรมใหม่นี้ว่า “สิ่งที่เราเปิดตัวในวันนี้ ผมคิดว่าเป็นพัฒนาการที่สำคัญของเราเลยทีเดียวที่เราได้นำเสนอการโฆษณาในร้านค้าบน Facebook หรือ Shops ads ที่จะเสริมประสบการณ์โฆษณาที่ตอบโจทย์ความต้องการและความชอบของแต่ละคน โดย Shops ads นี้จะทำให้เจ้าของธุรกิจสามารถนำเสนอช่องทางให้กับลูกค้าในจุดที่พวกเขามีแนวโน้มที่จะซื้อสินค้านั้นๆ มากที่สุดตามพฤติกรรมการช้อปปิ้งของพวกเขา”

โดยร้านค้าสามารถเลือกสินค้าที่ต้องการนำมาแสดงได้ นอกจากนี้แบรนด์ต่างๆ ยังสามารถบอกเล่าเรื่องราวและพาให้ลูกค้าเข้ามาที่หน้าร้านออนไลน์ได้อย่างง่ายดาย ผู้ใช้งานจะเห็น Facebook Shops ได้บนหน้า Facebook Page หรือโปรไฟล์ Instagram ของร้านค้านั้นๆ และยังสามารถค้นพบได้บน Stories หรือในโฆษณาด้วย แถมมีข้อมูลต่างๆ ให้ลูกค้าได้อ่านและศึกษาก่อนที่จะตัดสินใจซื้อ ไม่ว่าจะเป็นคะแนนเรทติ้ง หรือรีวิวของสินค้านั้นๆ ใน Shops บน Instagram รวมไปถึงฟีเจอร์ที่จะเปิดโอกาสให้ผู้ใช้งานสามารถโพสต์รูปภาพและวิดีโอของสินค้าได้ โดยจะเปิดตัวเร็วๆ นี้

Facebook Shops มาพร้อมโซลูชันสำหรับโฆษณาแบบใหม่ ที่จะทำให้ร้านค้าสามารถมอบประสบการณ์การช้อปปิ้งที่มีความเฉพาะบุคคลมากขึ้น โดยศึกษาจากความชอบของลูกค้า

โซลูชันดังกล่าวนี้ รวมไปถึงการค้นหาลูกค้าที่เหมาะสมกับสินค้านั้นๆ ผ่านฟีเจอร์ Ads with Products Tags ซึ่งทำให้เจ้าของธุรกิจสามารถพาลูกค้าเข้ามาที่ Shops ของตนเองได้โดยตรง หรือ Shopping Custom Audiences ที่จะช่วยให้ร้านค้าสามารถสานต่อบทสนทนากับลูกค้าที่เคยแสดงความสนใจในตัวสินค้านั้นๆ มาแล้ว โดยเมื่อรวมกันแล้ว ชุดโซลูชันสำหรับโฆษณา หรือ Shop Ads ที่ออกแบบมาเพื่อความเฉพาะบุคคลนี้ จะช่วยให้ร้านค้าสามารถสร้างยอดขายจากลูกค้าที่ค้นพบสินค้าของตนเองได้

นอกจากนี้ Facebook ยังได้ทำให้การช้อปปิ้งแบบเรียลไทม์ง่ายขึ้นด้วย โดยการเพิ่มฟีเจอร์ใน Facebook Live Shopping ซึ่งสะท้อนมาจากการที่นักช้อปชาวไทยให้ความสนใจในประสบการณ์อันดื่มด่ำของการซื้อของออนไลน์ ที่จะทำให้พวกเขาสามารถมีส่วนร่วมและสร้างความสัมพันธ์กับแบรนด์ได้

ขอบคุณข้อมูลจาก : sanook.com
อ้างอิงรูปภาพ : about.fb.com / facebook.com

1 2 3 6