งาน Red Hat Forum Asia Pacific 2020 กับแนวโน้มตลาดสู่ยุค Digital Transformation

งาน Red Hat Forum Asia Pacific 2020 จบลงไปเป็นที่เรียบร้อยแล้วเมื่อวันที่ 20-21 ตุลาคม 63 ที่ผ่านมา ซึ่งงานในครั้งนี้เป็น Virtual Experience จัดขึ้นในรูปแบบออนไลน์

โดยในงานได้มีการเผยข้อมูลที่น่าสนใจเกี่ยวกับ ปัจจุบันองค์กรหลายแห่งต่างเร่งปรับตัว และทำให้ความพยายามในการเปลี่ยนผ่านสู่ระบบดิจิทัลอย่างเป็นรูปธรรมมากขึ้น ผลสำรวจที่ Red Hat ระบุว่า 95% ของผู้บริหารในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกยอมรับว่า การเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลนั้นมีความสำคัญเป็นอย่างมาก และจัดให้เป็นกลยุทธ์หนึ่งที่จะช่วยให้ธุรกิจอยู่รอด และเติบโตในยุค New Normal เพื่อสร้างสรรค์รูปแบบในการดำเนินธุรกิจ ผลิตภัณฑ์ หรือการให้บริการใหม่ ๆ จึงมีความจำเป็นที่จะต้องใช้นวัตกรรมทางเทคโนโลยีมากขึ้น

เนื่องจากการเปลี่ยนผ่านสู่ระบบดิจิทัลไม่มีรูปแบบที่ตายตัว ดังนั้นการจัดงาน Red Hat Forum Asia Pacific ในปีนี้ จึงมีความมุ่งหมายในการสร้างแรงบันดาลใจให้องค์กรต่าง ๆ นำพลังของเทคโนโลยีโอเพ่นซอร์สไปใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด เพื่อช่วยให้องค์กรบรรลุเป้าหมายระยะสั้นของตน และเป็นเทคโนโลยีที่รองรับการเปลี่ยนแปลงในอนาคตของการทำธุรกิจในยุค Next Normal 
เพื่อให้บรรลุความมุ่งหมายดังกล่าว รางวัล Red Hat APAC Innovation Awards 2020 จึงให้การยกย่ององค์กรที่ประสบความสำเร็จในการนำเทคโนโลยีไปใช้ และการใช้โซลูชันของ Red Hat ในการสร้างความแตกต่างของการดำเนินธุรกิจ ต่อภาคอุตสาหกรรม หรือชุมชนขององค์กรนั้น ๆ และแสดงให้เห็นถึงความคิดสร้างสรรค์ ความมุ่งมั่นในการแก้ไขปัญหาด้วย

การคัดเลือกผู้ได้รับรางวัล
พิจารณาจากผลที่ได้รับจากการนำเทคโนโลยีของ Red Hat ไปใช้ที่มีต่อเป้าหมายทางธุรกิจ อุตสาหกรรม และชุมชนต่าง ๆ รวมถึงวิสัยทัศน์ที่เป็นเอกลักษณ์ของโครงการนั้น ๆ โดยองค์กรที่ได้รับรางวัลได้แสดงให้เห็นว่า แพลตฟอร์มโอเพ่นซอร์ส และวัฒนธรรมแบบเปิด ได้ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน เพิ่มความคล่องตัว ประหยัดค่าใช้จ่าย ในขณะเดียวกันก็เป็นเครื่องมือในการแก้ไขความท้าทายในอนาคต และเตรียมรับมือกับเทรนด์ที่กำลังจะเกิดขึ้นได้อย่างมั่นใจ และมีประสิทธิภาพให้กับองค์กรได้อย่างไร 

ในปีนี้มีหน่วยงานในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกได้รับรางวัล 27 แห่ง ใน 5 ประเภทรางวัลคือ รางวัลด้าน Digitial Transformation, รางวัลด้านโครงสร้างพื้นฐาน Hybrid Cloud, รางวัลด้านการพัฒนา Cloud-Native, รางวัลด้านระบบอัตโนมัติ และความสามารถด้านความยืดหยุ่น โดยมีองค์กรในประเทศไทยที่ได้รับรางวัล ได้แก่

รางวัลด้าน Digital Transformation

เป็นการยกย่ององค์กรต่าง ๆ ที่ประสบความสำเร็จในการบริหารจัดการความท้าทายด้านไอที และสร้างมูลค่าทางธุรกิจ เพื่อการแข่งขันในฐานะองค์กรดิจิทัล

บริษัท กสิกร บิซิเนส-เทคโนโลยี กรุ๊ป (KBTG) เป็นบริษัทในเครือของธนาคารกสิกรไทย (KBank) เป็นผู้ดูแล และอยู่เบื้องหลังเทคโนโลยีทั้งหมด ซึ่งเป็นหนึ่งในธนาคารที่ใหญ่ที่สุดของประเทศไทย ให้บริการในฐานะที่เป็นนักพัฒนาภายในองค์กร และพันธมิตรกับบริษัทฟินเทค และบริษัทสตาร์ตอัปด้านเทคโนโลยีต่าง ๆ เพื่อขยายผลิตภัณฑ์ด้านการเงินในรูปแบบดิจิทัล และมอบบริการที่เหนือความคาดหวังท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในอุตสาหกรรมการเงิน

ก่อนหน้านี้ในระยะแรก KBTG ใช้งานแอปพลิเคชันสำคัญทางธุรกิจหลายรายการบนเซิร์ฟเวอร์แอปพลิเคชันที่เป็นระบบปิดบนระบบปฏิบัติการ UNIX ทำให้ยาก และขาดความคล่องตัวในการรับมือกับความต้องการทางธุรกิจที่เปลี่ยนแปลงไป และยากที่จะลดค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานด้านไอทีเมื่อธุรกิจเดิบโตขึ้น ทั้งยังเผชิญกับข้อจำกัดเมื่อต้องใช้งานคอนเทนเนอร์ เพราะเซิร์ฟเวอร์แอปพลิเคชันที่ใช้อยู่ไม่เหมาะสม ดังนั้น ทีม K Pro ซึ่งเป็นทีมงานด้านโครงสร้างพื้นฐานไอทีของ KBTG จึงต้องบริหารจัดการโครงสร้างพื้นฐานไอทีขององค์กรด้วยการลงมือทำแบบ Manual Manage เพื่อให้มั่นใจว่าแอปพลิเคชันสำคัญต่าง ๆ จะพร้อมใช้งานได้ตลอดเวลา

ในระยะหลัง KBTG เอาชนะความท้าทายหลาย ๆ ด้านได้ด้วยการใช้แอปพลิเคชัน Java บน Red Hat JBoss Enterprise Application Platform ใช้ Red Hat Ansible Automation Platform เพื่อทำให้การบริหารจัดการระบบเครือข่าย และการป้องกันภัยคุกคามทำงานแบบอัตโนมัติ และใช้ Red Hat Enterprise Linux เป็นโครงสร้างพื้นฐานที่มั่นคงให้ปริมาณงาน และการใช้งานด้านไอทีทั้งหมด โครงสร้างพื้นฐานที่เล็ก และคล่องตัวช่วยให้ทีม K Pro สามารถใช้ Component Architecture สามารถใช้ข้อมูล/เอกสารที่สามารถปรับแก้ไขให้ทันสมัยได้ตลอดเวลา (Living Documentation) และใช้ชุดเครื่องมือกลาง (Common Toolset) ซึ่งช่วยลดกระบวนการการตั้งค่าระบบต่าง ๆ ช่วยทำให้สามารถให้บริการทรัพยากรด้านไอทีได้อย่างรวดเร็ว ทันต่อความต้องการทางธุรกิจใหม่ ๆ และช่วยให้สามารถนำงบประมาณด้านไอทีไปใช้ด้านการสร้างสรรค์นวัตกรรมได้มากยิ่งขึ้น แทนที่จะใช้ไปกับงานด้านการบำรุงรักษา ทำให้ทีม K Pro มีผลงานที่โดดเด่นอย่างเห็นได้ชัด นอกจากนี้ การรักษาความปลอดภัย และความเสถียรของระบบต่าง ๆ ได้ช่วยให้ KBTG พุ่งเป้าไปที่การสร้างสรรค์นวัตกรรม และปรับขยายขนาดการทำงานตามความจำเป็นในการเพิ่มประสิทธิภาพให้กับการให้บริการลูกค้าของธนาคารกสิกรไทยได้มากขึ้น

รางวัลด้านโครงสร้างพื้นฐาน Hybrid Cloud

พิจารณาจากจุดเด่นที่แสดงให้เห็นถึงการใช้งาน Public Private หรือ Open Hybrid Cloud ร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ

บริษัท กรุงไทยคอมพิวเตอร์เซอร์วิสเซส จำกัด (KTBCS) เป็นบริษัทในเครือธนาคารกรุงไทย ให้บริการด้านไอทีกับหน่วยธุรกิจต่าง ๆ ของธนาคารกรุงไทย ทั้งการปรับปรุงระบบที่ธนาคารใช้อยู่ให้ทันสมัย รวมถึงการบริหารจัดการ และบำรุงรักษาระบบต่าง ๆ ที่มีอยู่ และการพัฒนาซอฟต์แวร์

ความคิดริเริ่มในการเป็นธนาคารแห่งอนาคต (Future Banking) ของธนาคารกรุงไทย มีเป้าหมายเพื่อสนับสนุนหน่วยงานภาครัฐในด้านต่าง ๆ เพื่อให้เศรษฐกิจไทยสามารถเติบโต มีศักยภาพสูงขึ้น และเพื่อตอบโจทย์ดังกล่าว KTBCS จึงได้ทำการปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานไอทีดั้งเดิมที่ล้าสมัย ซับซ้อน และมีค่าใช้จ่ายสูงให้ทันสมัยขึ้น โดยได้รับการสนับสนุนจาก Red Hat Consulting และใช้ Red Hat Enterprise Linux, Red Hat JBoss EAP และ Red Hat Data Grid เพื่อปรับปรุงให้แพลตฟอร์มต่าง ๆ มีมาตรฐาน และรองรับการใช้งานกับแอปพลิเคชันใหม่ ๆ

การทำงานของ KTBCS มีความคล่องตัวเพิ่มขึ้น และอยู่ในตำแหน่งการเติบโตที่ดีขึ้น จากการนำแอปพลิเคชัน ทั้งที่มีความสำคัญระดับสูง เช่น แอปพลิเคชันโมบายแบงก์กิ้ง และคอร์ปอเรทแบงก์กิ้ง และแอปพลิเคชันที่มีความสำคัญรองลงมา ซึ่งไม่ได้เป็นแอปพลิเคชันเกี่ยวกับการเงิน ไปทำงานอยู่บนแพลตฟอร์มใหม่ที่ทำงานอยู่บน Red Hat  ช่วยให้ KTBCS สามารถให้บริการตามข้อตกลงเกี่ยวกับระดับการให้บริการทางธุรกิจ (SLA) ได้อย่างมีประสิทธิภาพตามที่กำหนดไว้ ในขณะเดียวกันก็ช่วยลดค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน และค่าใช้จ่ายโดยรวมอีกด้วย
ซึ่งทางธนาคารมีเคล็ดลับให้กับผู้ที่ต้องการผลักดันสู่ Digital Transformation คือการทำ Scalability จะต้องพยายามทำไปพร้อม ๆ กับการพัฒนาการแข่งขันทางธุรกิจ โดยเฉพาะการทำอย่างไรให้เราสามารถรองรับการเข้าถึง Transaction รูปแบบออนไลน์ และการเปลี่ยนแปลงให้มีผลกระทบกับลูกค้าน้อยที่สุด

รางวัลด้านการพัฒนา Cloud-Native

ธนาคารออมสิน (GSB) เป็นรัฐวิสาหกิจที่ดำเนินธุรกิจด้านสถาบันการเงิน มีสาขา 1,060 แห่งทั่วประเทศ และให้บริการลูกค้ามากกว่า 22 ล้านราย กลุ่มลูกค้าของธนาคารประกอบด้วย ลูกค้าบุคคล องค์กรธุรกิจ และภาครัฐ ให้สามารถเข้าถึงบริการด้านการเงินที่ได้รับการออกแบบมาเพื่อสนับสนุนการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน และเสริมสร้างโอกาสในอนาคตให้กับคนไทย ธนาคารให้บริการทางดิจิทัลที่หลากหลาย เช่น การสอบถามยอดเงินคงเหลือในบัญชี การโอนเงินระหว่างธนาคารด้วยการใช้หมายเลขโทรศัพท์มือถือ และการชำระค่าบริการต่าง ๆ ด้วยการใช้บาร์โค้ดผ่านแอปพลิเคชันอินเทอร์เน็ตแบงก์กิ้ง และโมบายแบงก์กิ้ง 

GSB เร่งให้ผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ ของธนาคารออกสู่ตลาดได้รวดเร็วมากขึ้น ท่ามกลางความสนใจของลูกค้าที่มีต่อบริการด้านการเงินในรูปแบบดิจิทัลที่ต้องมีความปลอดภัยในการใช้งาน เพื่อตอบโจทย์ดังกล่าว ธนาคารได้ริเริ่มพัฒนาแพลตฟอร์มโอเพ่นแบงก์กิ้งที่สามารถโฮสต์ APIs ของตนเอง และให้บริการด้านการบริหารจัดการ (Managed Services) ให้กับผู้เกี่ยวข้องทั้งภายใน และภายนอกองค์กร ด้วยระบบรักษาความปลอดภัยที่แข็งแกร่งรัดกุม โดยได้โยกย้ายระบบของธนาคารไปใช้โอเพ่นซอร์สที่ทำงานอยู่บน Red Hat Enterprise Linux, Red Hat Application Runtimes, Red Hat 3Scale API Management, Red Hat JBoss Fuse และ Red Hat OpenShift ด้วยความร่วมมือ และช่วยเหลือทางด้านเทคนิคจาก Red Hat Consulting การใช้ APIs ที่มีขนาดเล็กลงด้วยไมโครเซอร์วิส การที่ทีมพัฒนาและทีมปฏิบัติการ (DevOps) และเทคโนโลยีคอนเทนเนอร์ต่าง ๆ ทำงานอยู่บนสภาพแวดล้อมเดียวกัน เพื่อทำให้กระบวนการต่าง ๆ อยู่ในรูปแบบอัตโนมัติ และเพิ่มประสิทธิภาพให้กับกระบวนการทำงาน 

ทำให้ GSB สามารถบริหารค่าใช้จ่ายได้อย่างมีประสิทธิภาพ และสามารถเปิดตัวบริการดิจิทัลแบงก์กิ้งใหม่ ๆ ซึ่งเป็นการเพิ่มความสัมพันธ์อันดีกับลูกค้า ส่งบริการใหม่สู่ตลาดได้อย่างรวดเร็ว และมีความคล่องตัวทางธุรกิจ GSB สามารถให้บริการที่มีคุณภาพระดับพรีเมียมผ่านการใช้แพลตฟอร์มที่ทันสมัยเพื่อสร้างสรรค์สิ่งใหม่ ๆ ให้แก่ลูกค้าของธนาคาร

รางวัลด้าน Digital Transformation และการพัฒนา Cloud-Native

รางวัลด้านการพัฒนา Cloud-Native พิจารณาจากวิธีการทำงาน องค์กรที่มีความคล่องตัว และประสบความสำเร็จมากที่สุดจากประสิทธิภาพโดยรวมในการสร้างสรรค์ การบำรุงรักษา และการใช้แอปพลิเคชันทางธุรกิจ

ธนาคารทหารไทย (TMB) เป็นหนึ่งในธนาคารพาณิชย์ชั้นนำของประเทศไทย ที่มีความมุ่งมั่นและเป้าหมายสำคัญที่จะช่วยให้ลูกค้าของธนาคารมีชีวิตทางการเงินที่ดีขึ้นผ่านนวัตกรรม และบริการทางการเงินที่เป็นประโยชน์สำหรับคนไทย

Red Hat Consulting ได้ทำงานร่วมกับ TMB ในการนำ Red Hat Open Shift Container Platform บน Red Hat Enterprise Linux รวมถึงการนำ DevOps มาใช้เป็นมาตรฐานแพลตฟอร์มใหม่สำหรับการพัฒนาแอพพลิเคชันต่าง ๆ ของธนาคาร ซึ่งนอกเหนือจากการที่ทำให้ธนาคารมีความสามารถในการพัฒนาบริการใหม่ ๆ ตามความต้องการของลูกค้า และกฎระเบียบต่าง ๆ ที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลาได้อย่างมีประสิทธิภาพแล้ว ยังช่วยให้ TMB สามารถพัฒนาผลิตภัณฑ์ และบริการผ่านช่องทางดิจิทัลออกสู่ตลาดได้เร็วขึ้น บน Container Platform ที่มีเสถียรภาพ และความยืดหยุ่นสูง 

ก่อนหน้านี้แพลตฟอร์มเดิมของ TMB  มีข้อจำกัดหลายด้าน ทั้งไม่ยืดหยุ่นต่อการตอบสนองการเปลี่ยนแปลงทางธุรกิจที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว และปริมาณธุรกรรมดิจิทัลที่เติบโตขึ้นอย่างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงเวลาสิ้นเดือน หรือเมื่อมีแคมเปญพิเศษตามช่วงเทศกาล ซึ่งจะทำให้ระบบงานต้องทำงานถึงระดับสูงสุดเพื่อที่จะสามารถรองรับธุรกรรมที่สูงขึ้นในช่วงดังกล่าวได้ ธนาคารจึงต้องการแพลตฟอร์มที่มีเสถียรภาพ และความยืดหยุ่นสูง ให้สามารถรองรับการพัฒนาแอพพลิเคชันในรูปแบบใหม่ที่ทันสมัย เพื่อส่งผลให้ธนาคารสามารถเดินหน้าเข้าสู่ระบบดิจิทัลได้อย่างเต็มรูปแบบ ตอกย้ำแนวทางการเติบโตด้านธุรกิจดิจิทัลแบงก์กิ้งได้อย่างมีประสิทธิภาพ ท่ามกลางสภาวะการแข่งขันที่สูงขึ้นในปัจจุบัน
และท้ายที่สุด การพยายามมองให้ลูกค้าเป็นจุดศูนย์กลางของการเปลี่ยนแปลง เพราะปัจจุบันทุกคนกำลังอยู่ใน Digital Economy ซึ่งมีหลายเทคโนโลยีรองรับ โดยเฉพาะทาง Red Hat ซึ่งเราจะต้องเปลี่ยนมุมมอง และวิธีการทำงานเพื่อตอบโจทย์ตรงส่วนนี้เพื่อให้ทุกบริษัทสามารถ Move on ไปสู่ Digitial Transformation ได้ดียิ่งขึ้น

ขอบคุณข้อมูลจาก : beartai.com
อ้างอิงรูปภาพ : medcom.id / redhat.com